Sunday, October 23, 2011

"หมู่เลือด" หรือ "กรุ๊ปเลือด" มีอะไรบ้าง


"เลือด" ทำหน้าที่นำพาออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ทุกเซลล์ เลี้ยงทุกอวัยวะของเรา โดยแทรกซึมไปทั่วอณูของร่างกาย หากไม่มีออกซิเจน ร่างกายก็ไม่สามารถเผาผลาญสารอาหารที่รับประทานเข้าไปได้ ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน หรือไขมัน ให้กลายมาเป็นพลังงาน ดังนั้นหากขาดเลือด ก็จะทำให้เราขาดพลังงาน เซลล์ก็จะมีชีวิตไม่ได้ ต้องตายไปในที่สุด จะเห็นว่า "เลือด" หมายถึง การมีชีวิตอยู่ของคนเราเลยทีเดียวเชียวนะครับ

แล้วกลุ่มเลือดหรือกรุ๊ปเลือด คืออะไร?

กำเนิดของการแยกกรุ๊ปเลือด เริ่มต้นมาจากความจำเป็นในการเอาเลือดของคนหนึ่งไปให้อีกคนหนึ่ง ในช่วงแรกๆ ที่มีการเอาเลือดไปให้กันจริงๆ ปรากฏว่า บางคนได้รับเลือดแล้วไม่เกิดปัญหาอะไร แต่บางคนเกิดความดันตก เสียชีวิต จึงมีการศึกษาในกาลต่อๆ มา ก็พบว่าที่เป็นอย่างนั้น เนื่องจากเลือดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงทำการศึกษาจริงจัง จนสามารถจำแนกออกเป็นหมู่เลือดต่างๆ ซึ่งหมู่เลือดมีความจำเป็นต้องเหมือนกัน และต้องไม่มีปฏิกิริยาต่อกันหากมีการให้เลือดระหว่างกัน เรียกว่า "หมู่เลือดระบบเอบีโอ (ABO)" ระบบนี้เป็นระบบเลือดที่ใหญ่ที่สุด ที่จำเป็นต้องรู้ก่อนที่จะมีการให้เลือด หรือส่วนประกอบต่างๆ ของเลือดแก่คนที่รอรับเลือด

น่าแปลกนะครับ มนุษย์เราพอเกิดมาจะมีหมู่เลือดติดตัวกันมาเลย หมู่เลือดนี่แยกแยะจากอะไร? แยกจากลักษณะของโปรตีน (Antigen) ที่อยู่บนผิวของเม็ดเลือด

- หากโปรตีนนั้นมีชนิด เอ (A) หมายถึง คนนั้นมีกรุ๊ปเลือดเอ
- แต่หากมีโปรตีนชนิด บี (B) แปลว่า คนนั้นมีกรุ๊ปเลือดบี
- หากไม่มีทั้งโปรตีนเอและบี แปลว่า คนนั้นมีกรุ๊ปเลือดโอ (O)


คุณทราบไหม...ร่างกายของมนุษย์เรายังซับซ้อนมากกว่านี้อีก ที่ทำให้มีเหตุผลว่า ทำไมต้องให้เลือดกรุ๊ปเดียวกัน เพราะ

- คนที่มีกรุ๊ปเลือดเอ จะมีภูมิต้านทาน (Antibody) ต่อโปรตีนบี บนผิวเม็ดเลือด
- คนที่มีกรุ๊ปเลือดบี จะมีภูมิต้านทานต่อโปรตีนเอ บนผิวเม็ดเลือด
- คนที่มีกรุ๊ปเลือดโอ จะมีภูมิต้านทานต่อทั้งโปรตีนเอ และบี จึงรับเลือดกรุ๊ปใดไม่ได้ ยกเว้นเลือดกรุ๊ปโอเท่านั้น แต่กลับให้เลือดคนอื่นได้ทุกกรุ๊ป ไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไร ใช่มั้ยครับ

สำคัญมากครับ...เพราะถ้าเกิดการให้เลือดผิดกรุ๊ปเข้าไปในร่างกาย เมื่อภูมิต้านทานไปจับกับโปรตีนที่อยู่บนเม็ดเลือด เช่น คนเลือดกรุ๊ปเอ ได้รับเลือดกรุ๊ปบี ภูมิต้านทานในพลาสมาของของคนเลือดกรุ๊ปเอ จะจับกับโปรตีนบนเม็ดเลือดแดงของเลือดกรุ๊ปบีที่เข้ามาใหม่ สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ เม็ดเลือดแดงจะแตกพร้อมๆ กันทันที และเป็นจำนวนมากๆ เกิดปฏิกิริยากับร่างกาย ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางเฉียบพลัน หลอดลมในปอดตีบแคบ (เกิดอาการหอบเหมือนคนที่เป็นหอบหืด) ปัสสาวะเป็นสีโค้ก ตามมาด้วยปัสสาวะไม่ออกและไตวาย เลือดมีความเป็นกรดสูงขึ้น ความดันโลหิตตก และอาจจะเสียชีวิตในที่สุด หากไม่สามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที นี่ล่ะครับที่ว่า หมู่เลือดมีความสำคัญขนาดไหน?

หลายคนอาจสงสัยว่า หากพ่อกรุ๊ปเอ แม่กรุ๊ปบี ลูกจะมีกรุ๊ปอะไรได้บ้าง ขอตอบให้ทราบเลยครับว่า ลูกอาจเป็นกรุ๊ป เอ บี หรือโอ ก็ได้ครับ และในกรณีพ่อกรุ๊ปเอ แม่กรุ๊ปโอ ลูกอาจเป็น เอ หรือโอก็ได้ครับ


เอบีโอ เป็นเพียงระบบของหมู่เลือดเพียงอย่างเดียวที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ความจริงแล้วยังมีอีกระบบหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และเวลาตรวจหมู่เลือดทุกครั้ง ก็จะถูกตรวจร่วมด้วยเสมอคือ ระบบหมู่เลือดแบบ "Rh" หมายถึง โปรตีนชนิดหนึ่งมี 2 ลักษณะได้แก่

- คนที่มี Rh- (คือไม่มีโปรตีน Rh) จะมีภูมิต้านทานต่อ Rh และ
- คนที่มี Rh+ (คือมีโปรตีน Rh) จะไม่มีภูมิต้านทานต่อ Rh

คนทั่วไปมากกว่า 95% จะมี Rh+ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ก็จะไม่เกิดปัญหาอะไรกับคนกลุ่มนี้ แต่หากคุณมีเลือดเป็น Rh- ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย เมื่อใดที่คุณเจ็บไข้ไม่สบายแล้วต้องการเลือด อาจจะหาเลือดกรุ๊ปนี้ได้ยากสักหน่อย ซึ่งหากได้รับเลือดผิด เป็นเลือดที่มี Rh+ ภูมิต้านทานในตัวคุณจะไปจับกับโปรตีน Rh ทำให้เม็ดเลือดแดงแดกอย่างรุนแรง ตามที่เล่ามาแล้วก็อันตราบทีเดียวครับ

ระบบกลุ่มเลือด ABO จะมีภูมิต้านทานเกิดขึ้นตั้งแต่แรกคลอดเลยครับ แต่ระบบ Rh จะต่างกับ ABO ตรงที่ Rh- ไม่มีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่จะต้องเคยได้รับเลือด Rh+ มาก่อน จึงจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างขึ้นมา

ความซับซ้อนของเลือดยังไม่หมดแค่นี้นะครับ สำหรับกรุ๊ปเลือดแบบ Rh ปัญหาจะเกิดอีกในกรณีที่ผู้หญิงที่มี Rh- แล้วตั้งครรภ์ โดยที่สามีมีกรุ๊ปเลือด Rh+ ถ้าลูกในครรภ์มีพันธุกรรมเหมือนพ่อ คือ มี Rh+ เช่นเดียวกับพ่อ (หากเหมือนแม่คือ Rh- ก็จะไม่มีปัญหาอะไร) ตามธรรมชาติแล้ว จะมีเลือดของลูกหลุดเข้าสู่กระแสเลือดของแม่ในปริมาณน้อยๆ อยู่แล้ว ซึ่งสามารถไปกระตุ้นให้แม่สร้างภูมิต้านทานต่อ Rh ขึ้นมาได้ หากได้รับเลือด Rh+ หรือตั้งครรภ์ในครั้งต่อไป อาจเกิดปัญหาขึ้นได้ ดังนั้นในทางการแพทย์ ก็จะมีขบวนการในการทำลายเม็ดเลือดที่มี Rh+ ที่หลุดเข้าไปในกระแสเลือดแม่ เพื่อเป็นการป้องกันแม่ไม่ให้สร้างภูมิต้านทานขึ้นมาครับ

นอกจากหมู่เลือดสองระบบนี้แล้ว (ABO และ Rh) ยังมีระบบอื่นๆ อีกหลายอย่าง แต่มีความสำคัญน้อยกว่า และไม่ได้มีการตรวจโดยทั่วไป ยกเว้นเมื่อแพทย์สงสัยเท่านั้น ผมไม่ขอเล่าแล้วกันนะครับเพราะซับซ้อนเกินไป

อย่างไรก็ตาม ผมแค่ต้องการย้ำว่า การได้รับเลือดของคนอื่น เป็นอะไรที่ควรหลีกเลี่ยงหากทำได้ เนื่องจากเลือดนั้นไม่ใช่ของเราเอง แม้ว่าจะเป็นหมู่เลือดที่เข้ากันได้ก็ตาม เพราะยังอาจมีปัญหาจากเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนมากับเลือด เช่น เชื้อมาลาเรีย เชื้อเอชไอวี เชื้อไวรัสต่างๆ แม้ว่าทางการแพทย์พยายามที่จะคัดกรองเลือดที่มีปัญหาออกไป แต่ก็ไม่สามารถทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้ยินแบบนี้แล้ว อย่าถึงกับกลัวจนไม่ยอมรับเลือดนะครับ คุณหมอเขาจะพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียของการให้เลือด ก่อนที่จะสั่งให้อยู่แล้ว แน่นอนว่าน่าจะคุ้มค่าแก่การให้ หากจำเป็นต้องรับเลือดก็ต้องรับนะครับ ไม่อย่างนั้นอาจถึงจุดสุดวิสัย แก้ไขอะไรไม่ได้

หน่วยงานที่รับบริจาคเลือด (เช่น สภากาชาด กาชาดจังหวัด โรงพยาบาลต่างๆ) ก็ได้พยายามคัดกรองเลือดที่ได้รับบริจาคอย่างดีที่สุด เพื่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุดอยู่แล้วครับ แต่ก็คงไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เหมือนกับเราทำทางม้าลายไว้ให้คนเดินข้าม เพื่อลดปัญหาของอุบัติเหตุ แต่มันก็ยังมีอุบัติเหตุให้เห็นอยู่ ฉันใดก็ฉันนั้นล่ะครับคุณ...

0 comments:

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...