Monday, October 31, 2011

การคำนวณจำนวนพลาสม่าหรือแฟคเตอร์

จำนวนพลาสม่าหรือแฟคเตอร์ที่จะให้ขึ้นกับอาการเลือดออกและหัตถการต่างๆที่จะทำในผู้ป่วย เช่น การผ่าตัดไส้ติ่ง การถอนฟัน นอกจากนี้ความถี่ของการให้พลาสม่าก็ขึ้นกับความคงสภาพของแฟคเตอร์นั้นๆ ในร่างกาย เช่น แฟคเตอร์ VIII อยู่ได้นาน 12 ชั่วโมงในร่างกาย ดังนั้นผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย เอ ต้องได้รับพลาสม่าทุก 12 ชั่วโมง ในขณะที่แฟคเตอร์ IX อยู่ได้นาน 24 ชั่วโมง ดังนั้นผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย บี จึงได้รับพลาสม่าทุก 24 ชั่วโมง

ในผู้ป่วยที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลหรือได้รับการผ่าตัด ปัจจุบันมีวิทยาการก้าวหน้าให้ส่วนประกอบของเลือด ชนิดแฟคเตอร์เข้มข้นหรือไครโอปริซิปิเตทผงผ่านความร้อน โดยวิธีฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำติดต่อกันเป็นเวลา 3-7 วัน (continuous infusion) ด้วยการใช้เครื่องฉีดยาอัตโนมัติ (syringe driver) วิธีนี้จะทำให้ระดับแฟคเตอร์อยู่ในระดับสูงคงที่ และใช้ส่วนประกิบของเลือดลดลงร้อยละ 30-50 เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีฉีดทุก 12-24 ชั่วโมง แต่มีข้อเสียคือเกิดการอักเสบของหลอดเลือดบริเวณที่ให้ส่วนประกอบของเลือดติดต่อกัน ซึ่งแก้ไขโดยการเติมเฮพารินจำนวน 2-5 ยูนิต ต่อส่วนประกอบของเลือด 1 มล. วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะผู้ป่วยที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลเท่านั้น จะต้องวัดระดับแฟคเตอร์จากเลือดของผู้ป่วย เพื่อมาคำนวณปรับการหยดส่วนประกอบของเลือดเข้าหลอดเลือดดำ

ตารางที่ 1 หลักการเพิ่มระดับปัจจัยการแข็งตัวของเลือด

(คลิกที่ตารางเพื่อดูรูปใหญ่)


- พลาสม่าสดแช่แข็ง, พลาสม่าสดผง 10 มล./นน.กก. เพิ่มระดับแฟคเตอร์ VIII ได้ 10-15%, แฟคเตอร์ IX ได้ 5-7%
- ไครโอปริซิปิเตท 0.1 ถุง/นน.กก. เพิ่มระดับแฟคเตอร์ VIII ได้ 10%
- ไครโอปริซิปิเตทผงผ่านความร้อน 1 ยูนิต/นน.กก. เพิ่มระดับแฟคเตอร์ VIII ได้ 2%
- แฟคเตอร์ VIII เข้มข้น 1 ยูนิต/นน.กก. เพิ่มระดับแฟคเตอร์ VIII ได้ 2%
- แฟคเตอร์ IX เข้มข้น 1 ยูนิต/นน.กก. เพิ่มระดับแฟคเตอร์ IX ได้ 1%

Sunday, October 30, 2011

กรดยูริคสูง และโรคเก้าท์ ไขข้ออักเสบ


กรดยูริคเป็นสารที่เป็นผลขั้นปลายของการเผาผลาญสารพิวรีน (purine) ภาวะกรดยูริคสูง (hyperuricemia) พบได้ 2-13% ของคนทั่วไป เกือบทั้งหมด (90%) เกิดจากความบกพร่องในการขับกรดทิ้ง มีน้อยมากที่เกิดจากการสร้างกรดมากเกินไป กรณีที่เกิดจากสร้างกรดมากมักเป็นความผิดปกติแต่กำเนิดของเอ็นไซม์ บางกรณีเกิดจากทั้งสองกลไกพร้อมกันคือผลิตมากและขับทิ้งน้อย

สาเหตุของกรดยูริคสูงมีสามแบบ
1. ขับกรดยูริคออกได้น้อย (Under-excretor) อาจเกิดจาก
(1) ไม่ทราบสาเหตุ
(2) เป็นกรรมพันธ์ที่เป็นตั้งแต่วัยหนุ่มสาว
(3) ไตวาย ซึ่งจะมีกรดยูริคคั่งก็ต่อเมื่ออัตราเลือดไหลผ่านตัวกรองของไต(GFR) ต่ำกว่า 20 ซีซี/นาที หรือเป็นระยะที่ 4 แล้ว
(4) เมตาโบลิกซินโดรม ซึ่งเป็นความผิดปกติหลายอย่างร่วมกันคือความดันเลือดสูง อ้วน ไขมันในเลือดสูง เป็นเบาหวานแบบดื้อต่ออินสุลิน และกรดยูริคสูงแบบที่ไตขับกรดยูริคทิ้งได้น้อยลง
(5) ยาบางตัวก็ทำให้กรดยูริคสูง เช่น ยาขับปัสสาวะ แอสไพริน ยารักษาวัณโรค ยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น
(6) ความดันเลือดสูง
(7) ภาวะที่ร่างกายมีความเป็นกรดสูง (acidosis) จากกรดแล็คติคคั่ง หรือจากเบาหวาน หรือจากอดอาหาร
(8) โรคความดันเลือดสูงในคนตั้งครรภ์
(9) ฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ต่ำ
(10) ฮอร์โมนต่อมพาราไทรอยด์สูง
(11) โรคซาร์คอยโดซีส (sarcoidosis) ซึ่งมีการอักเสบขึ้นในหลายระบบของร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ
(12) การได้รับพิษตะกั่วเรื้อรัง เช่นทำงานในโรงงานแบตเตอรี่หรือโรงงานสี

2. สร้างกรดยูริคมากกว่าปกติ (Over-producer) เช่น
(1) กรรมพันธ์ขาดเอ็นไซม์ที่ใช้สารพิวรีน (purine) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของกรดยูริค
(2) รับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ แอลกอฮอล์ และถั่ว
(3) เป็นโรคที่มีการสลายเอากรดนิวคลิกออกมามาก มักพบในกรณีเม็ดเลือดแตกในโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยา เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือดขาว
(4) ภาวะก้อนเนื้องอกสลาย (tumor lysis syndrome)
(5) โรคกรรมพันธ์ที่ทำให้มีการสลายเอากล้ามเนื้อมาสะสมเป็นไกลโคเจน (glycogenosis)

3. ทั้งสร้างมากและขับออกน้อยเกิดพร้อมกัน (Combination) เช่น
(1) ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์ไปเพิ่มการสลายอะเดนีน นิวคลีโอไทด์ซึ่งเป็นสารตั้งต้นกรดยูริค พร้อมกับไปลดการขับกรดยูริคทางไต
(2) การออกกำลังกาย ซึ่งอาจมีผลให้เกิดการสลายเนื้อเยื่อควบคู่ไปกับการที่ไตลดการขับของเสียลงเนื่องจากภาวะขาดน้ำ
(3) กรรมพันธ์

การวินิจฉัยแยกชนิดของกรดยูริคสูง

การวินิจฉัยแยกสาเหตุนี้ มักทำเมื่อ
(1) ผู้ป่วยอายุน้อย หรือ
(2) ระดับกรดยูริกสูงกว่า 11 mg/dl หรือ
(3) เป็นโรคเก้าท์แล้ว (มีข้ออักเสบ)

วิธีทำคือเก็บปัสสาวะ 24 ชม.ขณะรับประทานอาหารและดื่มแอลกอฮอล์ในระดับเดิมที่เคยดื่ม แล้วตรวจหาครีอาตินินและกรดยูริกทั้งในเลือดและในปัสสาวะ หลังจากนั้นให้รับประทานอาหารที่มีพิวรีนต่ำและงดแอลกอฮอล์นาน 6 วัน แล้วเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมงตรวจแบบเดิมอีก แล้ววินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยกลุ่มใดในสามกลุ่ม ดังนี้
ชนิดของกรดยูริคคั่ง (hyperuricemia) prediet urine uric a. prediet urine uric a.
1. กินสารพิวรีนมาก (High purine intake) >6 mmol/dl <4 mmol/ml
2. สร้างกรดมาก (Over-producer) >6 mmol/dl <4.5 mmol/ml

3. ขับกรดทิ้งได้น้อย (Under-excretor) >6 mmol/dl <2 mmol/ml


ในกรณีที่ตรวจปัสสาวะ 24 ชม.ไม่ได้ อาจใช้วิธีตรวจ spot urine หาสัดส่วนระหว่างกรดยูริคกับครีอาตินินในปัสสาวะ ถ้าสัดส่วนสูงกว่า 0.9 แสดงว่าเป็นกรดยูริคสูงแล้วทำให้ไตเสียการทำงาน (uric acid nephropathy) ถ้าต่ำกว่า 0.7 แสดงว่าเป็นเป็นโรคไตวายเรื้อรังแล้วทำให้กรดยูริคสูง (hyperuricemia secondary to CRF)
การรักษาภาวะกรดยูริคสูง (hyperuricemia)

ผู้ป่วยกรดยูริคสูง (hyperuricemia) เป็นคนละเรื่องกับการเป็นโรคเก้าท์ ผู้ป่วยกรดยูริคสูงเกือบทั้งหมดไม่ได้กลายเป็นเก้าท์ และไม่เกิดนิ่วในไต จึงไม่จำเป็นต้องรักษา เพราะไม่คุ้มกับอันตรายจากการแพ้ยาลดกรดยูริคซึ่งแพ้แล้วถึงตายได้ จะยกเว้นก็เฉพาะกรณีได้ยาเคมีบำบัดซึ่งการให้ยาลดระดับกรดยูริคเพื่อป้องกัน
การเกิดนิ่วในไตอาจจะมีประโยชน์

การรักษาภาวะกรดยูริคสูงด้วยการจำกัดอาหารก็ไม่มีประโยชน์ เพราะกรดยูริคสูงส่วนใหญ่ (90%) เกิดจากกลไกการขับกรดยูริคทิ้งทำได้น้อยกว่าปกติ (under-excretor) ไม่เกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่มีพิวรีนมาก การรักษาภาะกรดยูริคสูงด้วยวิธีจำกัดอาหารที่มีพิวรีนสูง ควรทำเฉพาะในรายที่วินิจฉัยได้แน่ชัดว่าเป็นพวกกรดยูริคสูงจากได้อาหารพิวรีนสูง (high purine intake) เท่านั้น หรือเป็นผู้ป่วยโรคเก้าท์แล้วและมีอาการกำเริบหลังรับประทานอาหารบางชนิด ซึ่งเป็นผู้ป่วยจำนวนน้อยมาก

ความรู้เกี่ยวกับอาหารที่มีสารพิวรีน

อาหารที่มีพิวรีนสูงมาก (มากกว่า 150 มก./อาหาร 100 กรัม) ได้แก่

- เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ,ตับอ่อน,ไส้,ม้าม,หัวใจ,สมอง,กึ๋น,เซ่งจี๊
- น้ำเกรวี, กะปิ, ยีสต์
- ปลาดุก, กุ้ง, หอย, ปลาอินทรีย์, ปลาไส้ตัน
- ปลาซาร์ดีน, ไข่ปลา
- ชะอม, กระถิน, เห็ด, สะตอ
- ถั่วแดง, ถั่วเขียว, ถั่วเหลือง, ถั่วดำ
- สัตว์ปีก เช่น เป็ด, ไก่, ห่าน
- น้ำสกัดเนื้อ, ซุปก้อน


อาหารที่มีพิวรีนสูงปานกลาง (50-150 มก./อาหาร 100 กรัม) ได้แก่

- เนื้อสัตว์ เช่น หมู, วัว
- ปลาทุกชนิด(ยกเว้น ปลาดุก, ปลาอินทรีย์, ปลาไส้ตัน, ปลาซาร์ดีน)และอาหาร
ทะเล เช่น ปลาหมึก, ปู
- ถั่วลิสง, ถั่วลันเตา
- ผักบางชนิด เช่น หน่อไม้, หน่อไม้ฝรั่ง, ดอกกะหล่ำ, ผักโขม,สะตอ,ใบขี้เหล็ก
- ข้าวโอ๊ต
- เบียร์ เหล้าชนิดต่าง ๆ เหล้าองุ่น ไวน์(ทำให้การขับถ่ายกรดยูริกทางปัสสาวะลดลง
ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว)

อาหารที่มีพิวรีนน้อย (น้อยกว่า 50 มก./อาหาร 100 กรัม) ได้แก่

- ข้าวชนิดต่าง ๆ ยกเว้น ข้าวโอ๊ต
- ถั่วงอก,คะน้า
- ผลไม้ชนิดต่าง ๆ
- ไข่
- นมสด, เนย และเนยเทียม
- ขนมปัง ขนมหวาน หรือน้ำตาล
- ไขมันจากพืช และสัตว์

จะเห็นว่าการจะจำกัดอาหารไม่ให้มีพิวรีนเลยนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะพิวรีนเป็นองค์ประกอบของอาหารทั่วไป การควบคุมอาหารพิวรีนสูงจึงแนะนำให้ใช้กับผู้ป่วยโรคเก้าท์ที่มีอาการกำเริบจากอาหารบางชนิดเท่านั้น ไม่แนะนำให้ใช้กับผู้ที่มีระดับกรดยูริคในเลือดสูงทั่วไป

โรคเก้าท์ อาการ และการวินิจฉัย
โรคเก้าท์ คือภาวะข้ออักเสบที่เกิดจากมีผลึกของกรดยูริค (monosodium urate - MSU) ไปเกาะตามเนื้ออ่อนรอบข้อ มักเป็นข้อเดียวก่อน เช่นที่หัวแม่เท้า ขณะอักเสบจะมีอาการมากจนทำอะไรไม่ได้ หากไม่ได้รับการรักษามักทำให้เกิดการอักเสบซ้ำซากของข้อ แล้วลามไปเป็นหลายข้อ แล้วเป็นปุ่ม (tophus) ไปทั่ว ถ้าปล่อยให้อักเสบเรื้อรังก็ทำให้ข้อเสียหาย ผลึกของกรดยูริคที่ไปเกาะที่ไตก็ทำให้ไตเสียการทำงาน

ก่อนหน้าที่จะเป็นโรคเก้าท์ กรดยูริคในเลือดจะสูงผิดปกติล่วงหน้าก่อนที่จะมีอาการโรคเก้าท์นานกว่า 20 ปีเสมอจนถือเป็นกฎได้ ส่วนปุ่มปมรอบข้อจะเกิดขึ้นหลังจากมีอาการของเก้าท์แล้ว

การจะวินิจฉัยว่าเป็นเก้าท์จริงแท้หรือไม่ ต้องเจาะน้ำไขข้อ (synovial fluid) ขณะที่ข้อกำลังอักเสบมาตรวจพิสูจน์ว่ามีผลึกของกรดยูริคอยู่จริงขณะที่มีอาการอักเสบ ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่าผลึกของกรดยูริคอาจอยู่ในน้ำไขข้อได้โดยไม่ทำให้ข้ออักเสบ (ไม่เป็นเก้าท์) ได้เหมือนกัน

การรักษาโรคเก้าท์
ระยะที่ 1. การยุติข้ออักเสบ
ใช้ยาแก้อักเสบเช่น Colchicine ซึ่งมีฤทธิ์ระงับการทำงานของเม็ดเลือดขาวได้ดีแต่มักมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียมาก โดยเฉพาะถ้าให้แบบคลาสสิกคือ 0.6 มก.ทุกหนึ่งชั่วโมงจนหมดอาการหรือครบสิบโด๊ส วิธีที่ดีกว่าคือให้แบบทุก 4 ชั่วโมง หรือวันละ 4 เม็ด จะทนยาได้ดีกว่า หรืออาจใช้ Indomethacin หรือ NSAID ตัวอื่น โดยให้ยาจนหยุดอักเสบไปแล้ว 3-4 วัน
ระยะที่ 2. การลดกรดยูริคเพื่อป้องกันการกลับเป็นใหม่

มียาให้ใช้ 2 กลุ่ม
1. ยาขับกรดยูริก (Uricosuric) ขับยูริคออกทางปัสสาวะ เช่น probenecid ซึ่งออกฤทธิ์ระงับ tubular reabsorbtion เริ่มให้ 250 mg วันละสองครั้ง ให้ได้เต็มที่วันละ 3 กรัม เหมาะกับพวก underexcretor คือขับกรดยูริก 24 ชม.ได้ต่ำกว่า 800 มก. ที่ไตดีและไม่มีนิ่ว
2. ยาลดการสร้างกรดยูริค (Xantine oxidase inhibitor) เช่น Allupurinol เหมาะกับพวก over producer หรือไตไม่ดี หรือมีนิ่ว ให้วันละ 200-300 มก. วันละครั้ง ต้องปรับขนาดถ้าไตไม่ดี ยานี้อาจแพ้ถึงตายได้ กรณีมีนิ่วอาจ alkalinize urine ด้วยโปตัสเซียม ซิเตรท และโซเดียมไบคาร์บอเนตหรือ acetazolamide ร่วมกับการให้ได้รับน้ำเพียงพอ

เนื่องจากภาวะกรดยูริคสูงส่วนใหญ่ (ประมาณ 90%) เกิดจากกลไกการขับทิ้งกรดยูริคที่ร่างกายสร้างขึ้นทำได้น้อยกว่าปกติ (underexcretor) ไม่เกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่มีพิวรีนมาก การรักษาภาะกรดยูริคสูงด้วยวิธีจำกัดอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่นเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์จึงไม่ค่อยมีประโยชน์ ควรทำเฉพาะในรายที่วินิจฉัยได้แน่ชัดว่าเป็นพวกกรดยูริคสูงจากได้อาหารพิวรีนสูง (high purine intake) หรือผู้ป่วยที่อาการปวดข้อกำเริบหลังจากรับประทานอาหารบางชนิดเท่านั้น
คำแนะนำสำหรับการดูแลตัวเอง

1. ควรดื่มน้ำมากๆ ประมาณ 3 ลิตรต่อวัน เพื่อป้องกันการเกิดนิ่วในไต
2. ถ้าอ้วน ควรลดน้ำหนักลงทีละนิดอย่าลดฮวบฮาบ เพราะจะเกิดการสลายตัวของเซลล์อย่างรวดเร็ว มีผลทำให้กรดยูริกในเลือดสูงขึ้น ส่งผลต่อการกำเริบของอาการข้ออักเสบได้

3. ขณะที่มีอาการปวดข้อ ควรงดอาหารที่มีพิวรีนสูงๆ เช่น เครื่องในสัตว์ทุกชนิด กะปิ เนื้อหมู เนื้อวัว กุ้ง หอย กุนเชียง ไส้กรอก เนื้อเป็ด เนื้อห่าน เนื้อไก่ ปลาซาร์ดีน ไข่แมงดา ชะเอม กระถิน แตงกวา หน่อไม้ หน่อไม้ฝรั่ง เห็ด ดอกกะหล่ำ ถั่วต่างๆ ถั่วงอก ยอดแค ดอกสะเดา สาหร่าย ยอดผักต่างๆ แต่ถ้าไม่ปวดข้อและรับประทานยาลดกรดยูริกอยู่เป็นประจำ ก็ไม่จำเป็นต้องงดอาหารเหล่านี้ แต่ก็ควรบริโภคอย่างพอดีเท่านั้น ควรจำกัดอาหาร พวกไขมันและอาหารที่ให้พลังงานสูง ส่วนอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตควรบริโภคในรูปของข้าว แป้ง และผลไม้ ควรลดน้ำตาล เพราะน้ำตาลมีผลทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูง ซึ่งส่งผลต่อการขับออกของกรดยูริก รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอีกด้วย

4. ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพราะยาบางตัว เช่น แอสไพริน ยาขับปัสสาวะกลุ่มไทรอะไซด์ อาจส่งผลให้การขับกรดยูริกลดลงได้

5. ถ้าหากมีญาติพี่น้องเป็นโรคเกาต์ ควรตรวจเช็คเลือดอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากโรคนี้อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ มีผลทำให้ร่างกายขับกรดยูริกออกได้น้อยกว่าปกติได้

6. สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการออกกำลังกาย ควรหยุดพักรอให้อาการอักเสบบริเวณข้อหายไปจนหมดก่อน หลังจากนั้นสามารถออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่อง แต่อย่าหักโหมจนเกินไป


โรคเกาต์ในหญิงตั้งครรภ์

สำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์ที่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์นั้น มีการศึกษาออกมาแล้วว่า ยาคอลชิซีนไม่ก่อให้เกิดความผิดปกติในการพัฒนาอวัยวะของทารกในครรภ์ แต่ทั้งนี้ แพทย์ยังแนะนำให้ใช้การลดปริมาณอาหารที่มีพิวรีนสูง มากกว่าการใช้ยาในการรักษา และในช่วงของการตั้งครรภ์ร่างกายของผู้หญิงจะต้องการสารอาหารมากขึ้นเพื่อส่งไปถึงทารกในครรภ์ด้วย ดังนั้นจึงควรวางแผนเรื่องการรับประทานและการลดปริมาณอาหารที่มีพิวรีนสูงร่วมกับแพทย์ เพื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหารด้วย

โรคเกาต์ในผู้ป่วยที่มีภาวะไตบกพร่อง

ผู้ป่วยโรคเกาต์ที่มีภาวะไตบกพร่อง แนะนำให้ใช้ยา Allopurinol ในการควบคุมอาการ เนื่องจากไม่มีผลต่อไต แต่หากผู้ป่วยมีการใช้ยาขับปัสสาวะร่วมด้วย จะทำให้ผลการรักษาของ Allopurinol ลดลง แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ยา Benzbromarone แทน ซึ่งให้ผลการรักษาที่ดีแม้ว่าจะใช้ร่วมกับยาขับปัสสาวะก็ตาม ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดอยู่ให้รับประทานยาพาราเซตามอล ซึ่งเป็นยาแก้ปวดที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยโรคไต พร้อมกับดื่มน้ำตามเยอะๆ เพื่อให้เข้าไปช่วยละลายผลึกของกรดยูริก ก็สามารถชาวยบรรเทาอาการปวดได้

โรคเกาต์ในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับบกพร่อง

ผู้ป่วยโรคเกาต์ที่มีความผิดปกติของตับ ควรใช้ยาอย่างระมัดระวัง เพราะยามีผลทำให้เกิดภาวะตับอักเสบได้ จึงควรตรวจวัดระดับค่าเอนไซม์ตับอย่างสม่ำเสมอ ในระหว่างการใช้ยารักษา

โรคเกาต์ เป็นโรคที่สามารถรักษาและป้องกันไม่ให้อาการกำเริบได้ ถ้าผู้ป่วยเข้ารับการรักษาและใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ หลายคนกังวลกับเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกาย แต่หากผู้ป่วยรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอก็ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดในการรับประทานอาหารมาก เพียงแต่ต้องบริโภคแต่พอดีและดื่มน้ำเยอะๆ เท่านั้น แต่เมื่อไรที่อาการปวดกำเริบก็ควรงดเว้นอาหารที่มีพิวรีนสูง และ ควบคุมอาหารทุกชนิดที่ส่งผลต่อการขับกรดยูริกออกจากร่างกาย ส่วนการออกกำลังกาย ถ้าอาการอักเสบของข้อหมดไป ผู้ป่วยสามารถออกกำลังกายได้แต่ไม่ควรหักโหมจนเกินไป สำหรับการใช้ยารักษาเกาต์นั้น จะต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยจากอาการและเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด ผู้ป่วยไม่ควรหาซื้อยามารับประทานเอง รวมทั้งควรแจ้งแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งที่เกิดอาการเจ็บป่วยใดๆ ขึ้นมา ว่าเป็นโรคเกาต์และใช้ยารักษาเกาต์อยู่ เพื่อความปลอดภัยและเพื่อให้การรักษาทุกๆ อาการมีประสิทธิภาพดีที่สุด

Saturday, October 29, 2011

การรักษาโรคฮีโมฟีเลีย Hemophilia


การให้ปัจจัยการแข็งตัวของเลือด

การรักษาโรคฮีโมฟีเลีย คือ การให้ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดที่ผู้ป่วยขาดในรูปของพลาสม่าหรือแฟคเตอร์เข้มข้น พลาสม่าหรือส่วนประกอบของเลือดที่เตรียมจากธนาคารเลือด และศูนย์บริหารโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยนั้น ส่วนใหญ่ไม่สามารถผ่านขบวนการทำลายเชื้อโรค แต่ได้ตรวจคัดกรองโรคติดเชื้อต่างๆ อย่างละเอียด ได้แก่ โรคซิฟิลิส โรคตับอักเสบ บี โรคเอดส์ โรคตับอักเสบ ซี สำหรับโรคเอดส์นั้น ศูนย์บริหารโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้ตรวจทั้งเชื้อโรคเอดส์ (HIV-antigen) และภูมิต้านทานโรคเอดส์ (anti-HIV) แต่หากผู้บริจาคเลือดที่เพิ่งติดเชื้อเอดส์จากการหลับนอนกับชายหญิงอาชีพพิเศษ หรือฉีดยาเสพติด ยังไม่สามารถตรวจพบทั้ง HIV-antigen และ anti-HIV ในระยะติดเชื้อ 3 สัปดาห์แรก ดังนั้นงานการธนาคารเลือดจึงต้องคัดกรองหาผู้บริจาคเลือดที่ปลอดภัย สำหรับเตรียมพลาสม่า และส่วนประกอบของเลือดชนิดต่างๆ

1. พลาสม่าสดแช่แข็ง (fresh frozen plasma) หรือ FFP เตรียมได้จากเลือดที่มีผู้บริจาคนำไปปั่นแยกส่วน สีแดงตอนล่างคือเม็ดเลือดแดง และส่วนสีเหลืองตอนบนคือพลาสม่าหรือน้ำเหลือง ต้องปั่นแยกภายใน 4-6 ชั่วโมงหลังเจาะจากผู้บริจาค จะแยกเก็บพลาสม่านี้ไว้ในถุงเก็บเลือดต่างหาก แล้วนำไปแช่ในตู้เย็น -20 องศาเซลเซียส ถึง -80 องศาเซลเซียส ทันที จะกลายเป็นพลาสม่าสดแช่แข็ง เมื่อจะใช้ก็นำมาละลายในน้ำอุ่น 37 องศาเซลเซียส ให้กลายเป็นพลาสม่าเหลวนำมาให้แก่ผู้ป่วย พลาสม่าสดแช่แข็งที่ละลายแล้วมีปริมาตรถุงละ 200-250 มิลลิลิตร (มล.) สามารถให้แก่ผู้ป่วยเด็กเล็กน้ำหนักต่ำกว่า 20 กก. ได้ครั้งละ 1-2 ถุงเท่านั้นในเวลา 1-2 ชั่วโมง ไม่สามารถให้มากกว่านี้ จะเกิดอันตรายคือ หัวใจวายเพราะหัวใจไม่สามารถรับพลาสม่าจำนวนมากในเวลาอันสั้นได้ หากให้พลาสม่าช้าๆ ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดที่อยู่ในถุงพลาสม่าจะเสื่อมสภาพเมื่อทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานานเกิน 2 ชั่วโมง

พลาสม่าสดแช่แข็งจะมีปัจจัยการแข็งตัวของเลือดครบทุกชนิด จึงใช้รักษาโรคฮีโมฟีเลีย เอ ซึ่งขาดแฟกเตอร์ VIII และโรคฮีโมฟีเลีย บี ซึ่งขาดแฟกเตอร์ IX ได้

พลาสม่าเข้มข้น ไครโอปริซิปิเตท (cryoprecipitate)


2. พลาสม่าเข้มข้นไครโอปริซิปิเตท (cryoprecipitate) เตรียมได้จากการละลายพลาสม่าสดแช่แข็งที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส จะมีตะกอนขาวเกิดขึ้น นำพลาสม่านี้ไปปั่นแยก จะแยกพลาสม่าส่วนบนออกไปให้เหลือตะกอนขาวกับพลาสม่า ไว้ประมาณ 10-15 มล. เท่านั้น พลาสม่าที่เตรียมได้นี้เรียกว่า พลาสม่าเข้มข้นไครโอปริซิปิเตท มีปัจจัยการแข็งตัวแฟคเตอร์ VIII ถุงละ 80-100 ยูนิต นำมาให้แก่ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย เอ ข้อดีคือได้ปัจจัยการแข็งตัวแฟคเตอร์ VIII ที่เข้มข้น สามารถให้พลาสม่าเข้มข้นจำนวนมาก 10-15 ถุง แก่ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย เอ ได้โดยไม่เกิดภาวะหัวใจวาย ข้อเสียคือขั้นตอนการเตรียมในธนาคารเลือดจะเสียแฟคเตอร์ VIII ไป เลือดผู้บริจาค 1 ถุง เตรียมพลาสม่าสดแช่แข็งได้ 1 ถุง ปริมาตร 200-250 มล. จะมีปัจจัยการแข็งตัวของเลือด เช่น แฟคเตอร์ VIII ถุงละ 200-250 ยูนิต แต่เมื่อเตรียมเป็นพลาสม่าเข้มข้นไครโอปริซิปิเตท 1 ถุง จะเหลือแฟคเตอร์ VIII ถุงละ 80-100 ยูนิตเท่านั้น

3. พลาสม่าส่วนที่เหลือจากการเตรียมไครโอปริซิปิเตท (cryoremoved plasma) จะเป็นพลาสม่าสดที่ไม่มีแฟคเตอร์ VIII ใช้รักษาผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย บี ข้อจำกัดของการใช้จะเหมือนกับพลาสม่าสดแช่แข็ง จึงไม่สามารถให้จำนวนมากๆได้ ทั้งพลาสม่าสดแช่แข็ง พลาสม่าเข้มข้นไครโอปริซิปิเตท และพลาสม่าส่วนที่เหลือจากการเตรียมไครโอปริซิปิเตท ต้องเก็บในตู้แช่แข็ง -20 องศาเซลเซียส ได้นาน 1 ปี การขนส่งจากโรงพยาบาลหนึ่งไปอีกโรงพยาบาลหนึ่งหรือไปที่บ้าน ต้องใส่ในกระติกน้ำแข็งบรรจุน้ำแข็งแห้ง (dry ice) ซึ่งหาซื้อจากร้านค้าทั่วไปไม่ได้ ต้องซื้อจากร้านขายน้ำแข็งแห้งโดยเฉพาะ

4. พลาสม่าสดผง (fresh dried plasma) หรือ FDP เป็นการนำพลาสม่าสด (fresh plasma) ที่ปั่นแยกจากเลือดที่มีผู้บริจาค 1 ถุง ภายใน 4 ชั่วโมง ถ่ายพลาสม่าจากถุงเก็บเลือดลงในขวดแก้ว กรรมวิธีนี้ต้องทำในห้องพิเศษที่ปลอดเชื้อ แล้วนำขวดพลาสม่าไปผ่านขบวนการพิเศษให้พลาสม่าเหลวกลายสภาพเป็นผง พลาสม่าสดผงมีข้อดีคือ เมื่อเติมน้ำกลั่นที่ปลอดเชื้อ 200 มล. ลงในขวดพลาสม่าสดผง พลาสม่าสดผงจะละลายทันที จะได้พลาสม่าเหลวสีเหลืองใสซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนพลาสม่าสดแช่แข็งที่ละลายแล้วทุกประการ มีปัจจัยการแข็งตัวของเลือดครบทุกชนิด ใช้รักษาผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย เอ และ บี ได้ สามารถเก็บไว้ที่ตู้เย็น 4 องศาเซลเซียส ที่บ้านได้นาน 1 ปี และการขนส่งจากโรงพยาบาลหนึงไปอีกโรงพยาบาลหนึ่งหรือไปบ้าน แช่ในกระติกบรรจุน้ำแข็ง สามารถหาซื้อน้ำแข็งได้จากร้านค้าทั่วไป และสามารถซื้อพลาสม่าสดผงจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยไปเก็บไว้ที่ตู้เย็นที่บ้าน เพื่อฉีดให้แก่ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียเวลามีอาการเลือดออกได้ การรักษาดังกล่าวเรียกว่า การรักษาที่บ้าน

5. พลาสม่าแห้งที่ไม่มีไครโอปริซิปิเตท คล้ายคลึงกับพลาสม่าสดผง (fresh dried plasma) แต่เป็นพลาสม่าที่ไม่มีแฟคเตอร์ VIII ให้รักษาผู้ป่วยฮีโมฟีเลีย บี เหมาะสำหรับการรักษาที่บ้าน เพราะสามารถเก็บไว้ในตู้เย็น 4 องศาเซลเซียส ที่บ้านได้นาน 1 ปี และการขนส่งจากโรงพยาบาลหนึ่งไปอีกโรงพยาบาลหนึ่งหรือไปที่บ้าน แช่ในกระติกบรรจุน้ำแข็ง

6. ไครโอปริซิปิเตทผงผ่านความร้อน (Heat-treated lyophilized cryoprecipitate, HTLC) ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้ผลิตไครโอปริซิปิเตทผงผ่านความร้อน 60 องศาเซลเซียส นาน 25 ชั่วโมง ได้สำเร็จในปี พ.ศ.2540 และได้เพิ่มประสิทธิภาพของการทำลายโรคติดเชื้อโดยการผ่านความร้อนนานขึ้นเป็น 72 ชั่วโมง ในพ.ศ.2542 สามารถทำลายโรคเอดส์และโรคตับอักเสบได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มีคุณภาพดีเท่ากับแฟคเตอร์เข้มข้นจากต่างประเทศที่ผ่านกระบวนการทำลายโรคติดเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูงกว่านี้ เช่น วิธี solvent detergent, pasteurization, filtration วิธีเหล่านี้บริษัทผู้ผลิตในต่างประเทศยังถือครองลิขสิทธิ์อยู่ หากประเทศหรือบริษัทใดนำวิธีทำลายเชื้อโรควิธีดังกล่าวไปใช้ จะต้องเสียค่าลิขสิทธิ์เป็นเงินต่อยูนิตของแฟคเตอร์ที่ผลิตโดยวิธีดังกล่าว ทำให้ผลิตภัณฑ์แฟคเตอร์เข้มข้นจากต่างประเทศมีราคาแพงมาก

HTLC 1 ขวดเตรียมจากไครโอปริซิปิเตท 3 ถุง มีจำนวนแฟคเตอร์ VIII 250-300 ยูนิต มีวอนวิลลิแบรนด์แฟคเตอร์และไฟบริโนเจนด้วย ใช้รักษาโรคฮีโมฟีเลีย เอ โรควอนวิลลิแบรนด์ที่ไม่ตอบสนองต่อยา DDAVP

7. การันทีนพลาสม่า (guarantine plasma) เป็นพลาสม่าที่เตรียมจากผู้บริจาคเลือดประจำที่ผ่านชุดกรองพิเศษ จะได้พลาสม่าจำนวน 500 มล. ต่อการบริจาคเลือด 1 ครั้ง และจะเก็บพลาสม่าไว้นาน 3 เดือน จนผู้บริจาครายนั้นได้กลับมาบริจาคเลือดใน 3 เดือนต่อมา และตรวจภูมิต้านทานโรคเอดส์ (anti-HIV) และเชื้อโรคเอดส์ (HIV-antigen) หากได้ผลลบ แสดงว่าพลาสม่าที่บริจาคไว้เมื่อ 3 เดือนก่อนมีความปลอดภัยจากโรคเอดส์ เนื่องจากผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ในระยะ 3 สัปดาห์แรกจะให้ผลลบทั้งต่อการตรวจภูมิต้านทานโรคเอดส์ (anti-HIV) และเชื้อโรคเอดส์ (HIV-antigen) พลาสม่าที่เตรียมไว้โดยวิธีนี้มีจำนวนไม่มาก และเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าพลาสม่าที่เตรียมจากผู้บริจาคเลือดทั่วไป การเตรียมพลาสม่าจำนวน 500 มล. เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 1,500 บาท

8. แฟคเตอร์เข้มข้น (factor concentrate) เป็นการเตรียมให้ได้แฟคเตอร์ VIII หรือ XI บริสุทธิ์จากพลาสม่าด้วยวิทยาการก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จากเลือดผู้บริจาค 1 ถุง จะได้แฟคเตอร์เพียงร้อยละ 10-20 ของพลาสม่าสดแช่แข็งเท่านั้น แฟคเตอร์เข้มข้นมีราคาแพงมาก ในช่วง 30 ปีที่ผ่านไป ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียในประเทศทางตะวันตกและในเอเชียบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ที่สามารถซื้อแฟคเตอร์เข้มข้นมาใช้ ทำให้ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดความพิการ แต่มหันตภัยที่เผชิญคือ ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียที่ใช้แฟคเตอร์เข้มข้นเมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งยังไม่มีวิธีทำลายเชื้อเอดส์ในแฟคเตอร์เข้มข้น ติดเชื้อเอดส์ร้อยละ 20-70 มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งได้เสียชีวิตไปแล้ว สำหรับประเทศไทยไม่ได้สั่งซื้อแฟคเตอร์เข้มข้นมาใช้ในระยะนั้น วงการสาธารณสุขไทยมีนโยบายที่จะเตรียมส่วนประกอบของเลือดที่ปลอดภัยไว้ใช้เอง มีนโยบายพึ่งตนเอง และได้พัฒนางานทางธนาคารเลือดให้สามารถผลิตส่วนประกอบของเลือดชนิดต่างๆ สนองความต้องการของผู้ป่วยโรคต่างๆได้ ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียในประเทศไทยติดเชื้อเอดส์เพียงร้อยละ 4.9 เท่านั้น เป็นผู้ป่วยที่ได้รับส่วนประกอบของเลือดจำนวนมากเป็นพันถุงขึ้นไป

แฟคเตอร์เข้มข้นในปัจจุบันมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากได้ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโรค สามารถฆ่าเชื้อโรคเอดส์ได้ เชื้อตับอักเสบ และอื่นๆ แฟคเตอร์เข้มข้นที่มีจำหน่ายในประเทศไทย คือ Alphanate, Hemofil M, Proplex T สำหรับรักษาโรคฮีโมฟีเลีย บี ขวดละ 500 ยูนิต


แฟคเตอร์เข้มข้นชนิดต่างๆ

Friday, October 28, 2011

สปสช. เร่งค้นหาผู้ป่วยฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) เพื่อรับการดูแลรักษา


สปสช.เห็นผู้ป่วยฮีโมฟีเลียทุกข์ทรมานเลือดออกไม่หยุด

เร่งรณรงค์ค้นหาผู้ป่วยเพื่อช่วยเหลือได้ทัน ผู้ป่วยไม่ต้องล้มละลาย

สปสช.เร่งค้นหาผู้ป่วยฮีโมฟีเลีย เพื่อดูแลรักษา ไม่เสี่ยงพิการ-เสียชีวิต และช่วยควบคุมพาหะของโรค เนื่องจากเป็นพันธุกรรม รักษาไม่หาย เลขาฯสปสช. เผยมีผู้ป่วยฮีโมฟีเลียลงทะเบียนในระบบกว่า 700 ราย มี 33 รพ.ร่วมดูแล ใช้แนวทางรักษาที่บ้าน จ่ายยาให้ผู้ป่วยเพื่อรักษาตนเองได้ทันเมื่อเกิดภาวะเลือดไหลไม่หยุด ระบุผลดำเนินงาน 3 ปี ผู้ป่วยนอนรพ.ลดลงกว่าครึ่ง วอนผู้ป่วยลงทะเบียน เพื่อควบคุมพาหะของโรค
นายแพทย์วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวว่า ฮีโมฟีเลีย เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากแม่สู่ลูก รักษาไม่หาย ผู้ป่วยจะมีภาวะเลือดออกง่ายและหยุดยากไปตลอดชีวิต ผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้ต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิต มีข้อจำกัดในการทำงานซึ่งในประเทศไทยประมาณการณ์ว่ามีผู้ป่วยฮีโมฟีเลีย 4,000 คนโดยเป็นโรคหนึ่งที่ต้องใช้งบประมาณในการดูแลรักษาที่สูงมากผู้ป่วยแต่ละคนจะมีค่าใช้จ่าย 1.24 ล้านบาท - 4 ล้านบาทต่อคนตลอดชีวิตเนื่องจากเป็นโรคที่รักษาไม่หายทำได้เพียงการดูแลอาการเพราะหากไม่มีระบบการดูแลรักษาผู้ป่วยแล้ว ผู้ป่วยเหล่านี้จะเกิดความพิการและสูญเสียชีวิต ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านเศรษฐกิจของประเทศชาติโดยรวม ประการสำคัญที่ต้องดำเนินการคู่ขนานคือ การควบคุมโรค เนื่องจากหากไม่มีการให้การศึกษาคัดกรองเพื่อควบคุมพาหะของโรค จะทำให้สายพันธุกรรมเพิ่มจำนวนผู้ป่วยมากขึ้น

เลขาธิการสปสช.กล่าวต่อว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้การดูแลผู้ป่วยฮีโมฟีเลีย โดยการค้นหาผู้ป่วย แล้วลงทะเบียน หลังจากนั้นหน่วยบริการที่ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียลงทะเบียนไว้ ก็จะแนะนำวิธีการดูแลรักษาตัวเอง ใช้แนวทาง “รักษาที่บ้าน” หรือ Home-based Care วิธีการใช้ยาแฟคเตอร์ เพื่อรักษาภาวะเลือดออกในระยะเริ่มต้นโดยจ่ายแฟคเตอร์เข้มข้นให้ผู้ป่วยไปเก็บที่บ้าน เมื่อมีอาการเลือดไหลไม่หยุดก็สามารถฉีดยาได้เอง หรือนำแฟคเตอร์ไปให้สถานีอนามัยใกล้บ้านฉีดให้ และนัดมาตรวจกับแพทย์เป็นประจำ เพื่อการป้องกันและดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสามารถลดการนอนโรงพยาบาล ลดภาวะพิการ เสียชีวิต และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

นายแพทย์วินัยกล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2549 สปสช.ได้ร่วมกับมูลนิธิโรคเลือดออกง่านฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย หน่วยงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง และรพ.รัฐ 33 แห่ง เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียลงทะเบียน 718 ราย ผลการดำเนินงานจนเข้าสู่ปีที่สามนั้นพบว่า ความถี่ของผู้ป่วยที่ต้องมานอนพักในรพ.ลดลงมาก จากเดิมที่มีความถี่ในการต้องการนอนพักในรพ. 2.97 ครั้งต่อคนต่อปี ก็ลดลงครึ่งหนึ่ง โดยผู้ป่วยมีการตอบกลับทางจดหมายว่า สบายดี และต้องการมารับการติดตามการที่รพ.ห่างลง

“ จะต้องวางแผนควบคุมการกระจายโรค เพราะโรคนี้เป็นโรคทางพันธุกรรม หากยังค้นไม่เจอก็มีความเสี่ยงสูงที่โรคนี้จะแพร่กระจายต่อไปอีกจึงขอให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ลงทะเบียนกับหน่วยบริการที่เข้าร่วมโครงการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนบัตรทอง โทร 1330” เลขาธิการ สปสช.กล่าว

Thursday, October 27, 2011

มาดูวิธีการผสมแฟคเตอร์และการฉีดแฟคเตอร์ด้วยตัวเองกัน


วิธีการผสมยา และบริหารยา

1. นำขวดบรรจุผงยาแฟคเตอร์เข้มข้น และขวดน้ำกลั่นออกมาเตรียมทิ้งไว้ให้มีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิห้อง

2. ดึงฝาพลาสติกของขวดทั้งสองออกให้เห็นส่วนที่เป็นฝายางตรงกลาง ทำความสะอาดฝายางขวดทั้งสองด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์

3. นำเข็มที่มีปลายแหลมสองด้าน (ปลอกสีชมพู-ใส) ดึงปลอกครอบ ด้านสีใสของของเข็มออก และแทงเข็มผ่านฝายางของขวดน้ำกลั่น

4. ดึงปลอกครอบด้านสีชมพูออก และคว่ำขวดน้ำกลั่นลงตั้งตรงกับขวดบรรจุผงยาแฟคเตอร์เข้มข้น แล้วแทงปลายเข็มอย่างรวดเร็วผ่านฝายางขวดบรรจุผงยาแฟคเตอร์เข้มข้น สุญญากาศในขวดแฟคเตอร์เข้มข้น จำดึงน้ำกลั่นไหลลงไปในขวดโดยอัตโนมัติ

5. แยกขวดทั้งสองออกจากกันโดยดึงเข็มออกจากฝาขวดน้ำกลั่น หมุนหรือเขย่าขวดเบาๆ ให้ผงยาละลายจนหมด แล้วจึงดึงเข็มออกจากขวดผงยาแฟคเตอร์เข้มข้น จะได้สารละลายแฟคเตอร์เข้มข้น ใส ไม่มีสีไม่มีตะกอน

6. ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดจุกยางของขวดสารละลายแฟคเตอร์เข้มข้นอีกครั้ง แทงเข็มใหญ่ที่มีไส้กรองด้านใน (Filter neddle) ลงไปในขวดสารละลายแฟคเตอร์เข้มข้น ดูดสารละลายแฟคเตอร์เข้มข้นเข้ามาในกระบอกฉีดยา

7. ต่อกระบอกฉีดยาเข้ากับ Scalp vein หรือเข็มปีกผีเสื้อเพื่อให้ฉีดเข้าเส้นได้สะดวก

8. ใล่อากาศที่อยู่ในกระบอกฉีดยาออกทางปลายเข็มของ Scalp vein อย่างช้าๆ

9. ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่จะฉีดยาด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์

10. รัดสายรัดแขนให้แน่นพอสมควรเพื่อให้หาเส้นเลือดได้ง่าย

11. เลือกเส้นเลือดดำที่ชัดที่สุด พร้อมกับใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ทำความสะอาดเช็ดบริเวณที่จะแทงเข็มอีกครั้งหนึ่ง

12. แทงเข็มเข้าเส้นเลือดช้าๆ หาดแทงเข็มตรงจุด จะมีเลือดไหลเข้ามาในสายของ Scalp vein ให้ใช้กระบอกฉีดยาดูดเลือดจากเส้นเข้ามาในกระบอกฉีดยาเล็กน้อย เพื่อเป็นการไล่อากาศที่อาจมีหลงเหลืออยู่ในสาย ฉีดยาเข้าเส้นเลือดอย่างช้าๆ

13. ระหว่างฉีดยาให้ยกโคนกระบอกฉีดยาขึ้นเพื่อให้อากาศที่หลงเหลือถูกกักอยู่ในกระบอกฉีดยา เมื่อฉีดยาเข้าเส้นเลือดจนหมด ให้ค่อยๆดึง Scalp vein ออกช้าๆ

14. ใช้สำลีแห้งสะอาดปิดบริเวณที่ฉีดยา กดสำลีเบาๆ ค้างไว้ประมาณ 5 นาที เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเลือดออกตรงบริเวณที่ฉีดยา


- วิดิโอสอนการผสมแฟคเตอร์และการฉีดแฟคเตอร์ด้วยตัวเอง (คราวนี้อัพวิดิโอใหม่ ดูกันยาวๆ ไม่มีตัด ไม่มีสะดุด)



ต้องการดู มาดูวิธีการผสมแฟคเตอร์และการฉีดแฟคเตอร์ด้วยตัวเองกัน บน Youtube

Wednesday, October 26, 2011

โรคฮีโมฟีเลียมีความรุนแรงเพียงใด

ความรุนแรงของโรคฮีโมฟีเลียขึ้นกับระดับแฟคเตอร์ที่ผู้ป่วยมีอยู่ คนปกติจะมีระดับแฟคเตอร์ VIII หรือแฟคเตอร์ IX 50-150% ในขณะที่ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย เอ และโรคฮีโมฟีเลีย บี มีระดับแฟคเตอร์ VIII หรือแฟคเตอร์ IX ต่ำมาก คือมีระดับตั้งแต่น้อยกว่า 1% ถึง 25% ผู้ที่มียีนโรคฮีโมฟีเลียแฝงจะมีระดับแฟคเตอร์ 25-50% ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียในครอบครัวเดียวกันจะมีความรุนแรงของโรคคล้ายคลึงกัน

ความรุนแรงของโรคฮีโมฟีเลีย ชนิดรุนแรงมาก ชนิดรุนแรงปานกลาง และชนิดรุนแรงน้อย ตามระดับปัจจัยการแข็งตัวของเลือด


ความรุนแรงของโรคฮีโมฟีเลียสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ดังต่อไปนี้

1. ชนิดรุนแรงมาก มีระดับแฟคเตอร์ VIII หรือแฟคเตอร์ IX น้อยกว่า 1% ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดออกในข้อหรือในกล้ามเนื้อ เกิดขึ้นได้เองโดยไม่ได้รับอุบัติเหตุ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยบางรายตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็พบว่ามีข้อเข้าบวม และปวดมาก ซึ่งจะต้องได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างรีบด่วน หากทิ้งไว้เข่าที่บวมก็จะบวมมากขึ้น ผู้ป่วยจะปวดมากขึ้น และถ้าอาการเลือดออกเกิดขึ้นเรื้อรังโดนไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะทำให้มีข้อพิการ กล้ามเนื้อลีบ ข้อเข่าจะติด เหยียดเต็มที่ไม่ได้ เดินได้ไม่ถนัด หากเกิดขึ้นกับข้อศอก ข้อศอกจะงอติด เหยียดข้อศอกให้ตรงไม่ได้ ทำให้ใช้แขนแบะมือได้ไม่ถนัด

2. ชนิดรุนแรงปานกลาง มีระดับแฟคเตอร์ VIII หรือแฟคเตอร์ IX 1—5% ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดออกในข้อหรือในกล้ามเนื้อ เมื่อได้รับอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ก็จะทำให้มีข้อพิการได้เช่นเดียวกับชนิดรุนแรงมาก

3. ชนิดรุนแรงน้อย มีระดับแฟคเตอร์ VIII หรือแฟคเตอร์ IX มากกว่า 5-25% ผู้ป่วยมักจะมีเลือดออกมากเมื่อได้รับภยันตรายที่รุนแรงหรือได้รับการผ่าตัดหรือถอนฟัน ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ค่อยมีอาการเลือดออกในข้อ ในกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถใช้ชีวิตใกล้เคียงกับคนปกติ

Tuesday, October 25, 2011

โรคฮีโมฟีเลียเกิดจากสาเหตุใด

โรคฮีโมฟีเลียมีอุบัติการณ์ในประเทศไทยเท่ากับ 1 ต่อ 13,000 ถึง 20,000 ของประชากร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พ.ศ.2545 ประเทศไทยมีประชากร 60 ล้านคน มีผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียในประเทศไทยประมาณ 4,500 คน อุบัติการณ์ของโรคฮีโมฟีเลียในประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีความคล้ายคลึงกัน โรคฮีโมฟีเลียแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ โรคฮีโมฟีเลีย เอ และโรคฮีโมฟีเลีย บี มีอาการแสดงและการสืบทอดโรคทางพันธุกรรมเหมือนกัน แต่โรคฮีโมฟีเลีย เอ พบได้บ่อยกว่าโรคฮีโมฟีเลีย บี ถึง 4 เท่า

ปัจจุบันการแพทย์สมัยใหม่สามารถรู้ถึงพยาธิกำเนิดโรค โรคฮีโมฟีเลีย เอ เกิดจากการขาดปัจจัยการแข็งตัวในเลือดที่มีชื่อเรียกว่า แฟคเตอร์แปด (VIII) โรคฮีโมฟีเลีย บี เกิดจากการขาดปัจจัยการแข็งตัวในเลือดที่มีชื่อว่าแฟคเตอร์เก้า (IX) สาเหตุที่แฟคเตอร์ดังกล่าวต่ำเนื่องจากมีความผิดปกติของยีนที่ถ่ายทอดให้แก่ลูก ยีนเป็นตัวกำหนดลักษณะของคนและภาวะโรคพันธุกรรมชนิดต่างๆ โดยปกติมียีนมากกว่า 100,000 ยีนที่เป็นตัวกำหนดลักษณะของคนแต่ละคน ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียมีเพียงยีนเดียวที่ไม่ทำงานหรือทำงานน้อยกว่าคนปกติ ยังมียีนอีก 99,999 ยีน ที่ทำงานเป็นปกติในผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย

โรคฮีโมฟีเลีย เอ และ บี เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่เป็นลักษณะเฉพาะยีนที่กำหนดอาการของโรคฮีโมฟีเลียอยู่บนโครโมโซม X ซึ่งเป็นโครโมโซมที่กำหนดเพศ เพศชายจะมีโครโมโซม X 1 อัน โครโมโซม Y 1 อัน เพศหญิงจะมีโครโมโซม X 2 อัน หากชายใดมีโครโมโซม X ที่มียีนของโรคฮีโมฟีเลีย จะแสดงอาการของโรคฮีโมฟีเลีย ในขณะที่หญิงมีโครโมโซม X อันหนึ่งมียีนโรคฮีโมฟีเลีย จะไม่เกิดอาการของโรค เพราะหญิงนั้นยังมีโครโมโซม X อีกอันหนึ่งทำหน้าที่ต่างๆแทนได้ เรียกหญิงนั้นว่ามียีนโรคฮีโมฟีเลียแฝงหรือเป็นพาหะของโรค (carrier) ดังนั้นโรคฮีโมฟีเลียจะเกิดโรคเฉพาะชาย หญิงที่มียีนโรคฮีโมฟีเลียแฝงจะไม่แสดงอาการเลือดออกผิดปกติ หญิงที่มียีนโรคฮีโมฟีเลียแฝงจะถ่ายทอดโรคฮีโมฟีเลียไปให้แก่ลูกชายร้อยละ 50 ของลูกชายทั้งหมด และถ่ายทอดภาวะที่มียีนโรคฮีโมฟีเลียแฝงให้แก่ลูกสาวร้อยละ 50 ของลูกสาวทั้งหมด นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีผู้ใดในครอบครัวมีอาการของโรคเลือดออกง่ายหยุดยากมาก่อน เกิดจากการกลายพันธุ์ (mutation) ของยีนที่ควบคุมการสร้างแฟคเตอร์ VIII หรือ IX เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเอง ซึ่งพบได้ร้อยละ 30 ของผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียทั้งหมด

การถ่ายทอดทางพันธุกรรมของโรคฮีโมฟีเลีย เอ และ บี


ความผิดปกติของยีนที่ทำให้เกิดโรคฮีโมฟีเลีย เกิดขึ้นได้ง่าย พบได้บ่อย ทำให้มีโอกาสพบผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียจากครอบครัวที่ไม่เคยมีผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายหยุดยากมาก่อน ความผิดปกติของยีนที่พบมีทั้งชนิดที่ยีนพร่องหายไปเพียงส่วนน้อยมากหรือขาดหายทั้งท่อน ทำให้การทำงานของยีนเกี่ยวกับการสร้างแฟคเตอร์ VIII หรือ IX ผิดปกติ สร้างแฟคเตอร์ลดน้อยลงจนถึงขั้นไม่สร้างเลย นอกจากนั้นผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของยีนที่ควบคุมการสร้างแฟคเตอร์ VIII ชนิดกลับซ้ายเป็นขวา ที่เรียกว่า inversion ของอินทรอนที่ 22 ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดสารต้านแฟคเตอร์ได้ง่ายกว่าผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของยีนชนิดอื่นๆ

ความผิดปกติของยีนดังกล่าวทำให้การสร้างแฟคเตอร์ VIII หรือ IX ลดน้อยลงหรือไม่สร้างเลย ในเลือดของคนปกติจะมีปัจจัยการแข็งตัวในเลือดหรือแฟคเตอร์ต่างๆ อย่างน้อย 14 ชนิด เมื่อมีการฉีกขาดของหลอดเลือด ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดจะถูกกระตุ้นทำปฏิกิริยาต่อเนื่อง เป็นลูกโซ่ ทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือดอุดรอยฉีกขาดของหลอดเลือดไว้ ในผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย เอ และ บี จะขาดแฟคเตอร์ VIII หรือ IX ทำให้ปฏิกิริยาการแข็งตัวของเลือดลงน้อยลง เกิดความบกพร่องของการแข็งตัวของเลือด จึงมีเลือดออกง่ายหยุดยาก


การทำงานของปัจจัยการแข็งตัวของเลือดในคนปกติและผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย

Monday, October 24, 2011

อะไรทำให้เรามี "เม็ดเลือดขาวต่ำ"


เรื่องที่แล้วเล่าถึงสาเหตุที่ "เม็ดเลือดขาวสูง" มาเรื่องนี้ก็ต้อง "เม็ดเลือดขาวต่ำ" ใช่ไหมครับ จะได้เข้าใจกันอย่างครบถ้วน

ใครก็ตาม หากได้รับการตรวจเลือด เช่น ตรวจสุขภาพประจำปี แล้วทราบผลว่า เม็ดเลือดขาวต่ำ


สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ "ทำใจ" ทำใจให้เย็นๆ ก่อนเช่นกันครับ เพราะมีสาเหตุมากมาย ที่ทำให้เม็ดเลือดขาวของคุณต่ำ ตั้งแต่ไม่มีอะไรผิดปกติมากมาย กระทั่งคุณเป็นโรคร้ายของไขกระดูก (ซึ่งเป็นแหล่งสร้างเม็ดเลือดขาว) ดังนั้นควรตั้งสติให้ดี อย่าเพิ่งตกอกตกใจ อ่านเรื่อวที่ผมจะเล่านี้ก่อน แล้วคุณจะพอได้ไอเดียครับ

ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่า เม็ดเลือดขาวของคนเรา โดยทั่วไปแล้วจะมีประมาณ 5,000-10,000 เซลล์ต่อซีซี มีอยู่หลายชนิด แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นชนิดที่เรียกว่า Neutroplil หรือ Polymorphonuclear cell (PMN) ซึ่งจะมีประมาณ 60-70% ของเม็ดเลือดขาวทั้งหมด บางภาวะอาจทำให้เม็ดเลือดขาวสูงขึ้น บางภาวะอาจทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำลง

โดยทั่วไปแล้ว ภาวะที่พบบ่อยที่สุด ที่เป็นสาเหตุทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำคือ ภาวะการติดเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อไวรัส อาจเป็นหวัด คออักเสบ ตับอักเสบ ไข้ไทฟอยด์ หรือแม้กระทั่งไข้เลือดออก ก็ทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำได้ แต่ภาวะเหล่านี้หากการติดเชื้อดีขึ้นแล้ว เม็ดเลือดขาวก็จะสูงขึ้นเป็นปกติได้เอง

การถูกทำลายของเม็ดเลือดขาวโดยภาวะต่างๆ ก็เป็นอีกภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ เช่น การที่มีม้ามโตมากๆ อาจทำให้เกิดการกินเม็ดเลือดขาวขึ้นมา ทำให้ปริมาณลดลงได้ โดยทั่วไปม้ามโต อาจจะเกิดจากการที่เป็นโรคตับแข็ง (จากการดื่มเหล้า หรือมีเชื้อไวรัสตับอักเสบก็เป็นได้) หรือเป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ซึ่งตับแข็งหรือธาลัสซีเมีย ไม่สามารถแก้ที่ต้นเหตุได้ ทำได้แค่การรักษาแบบประคับประคอง หากเม็ดเลือดขาวต่ำมากๆ จนเกิดปัญหาคือ การติดเชื้อบ่อย ทางออกคือต้องผ่าตัดเอาม้ามทิ้ง จุ๊...จุ๊...อย่าเพิ่งตกใจ ในผู้ใหญ่ "ม้าม" ไม่ค่อยมีบทบาทสำคัญเท่าไหร่ต่อร่างกาย การสร้างเม็ดเลือดและระบบภูมิต้านทานของเรา ซึ่งเป็นหน้าที่ของม้าม สามารถใช้ต่อมน้ำเหลืองทดแทนได้ (อ่านรายละเอียดต่อได้ในเรื่อง "ม้ามโต")

เม็ดเลือดขาวของเรา อาจถูกทำลายจากระบบภูมิต้านทานของตัวเราเองผิดปกติ เรียกว่า Autoimmune Disease คือร่างกายจำเม็ดเลือดตัวเองไม่ได้ จนสร้างภูมิต้านทานมาทำลาย ส่วนใหญ่แล้วจะพบในผู้หญิงอายุน้อย กลุ่มเดียวกับที่เป็นโรคเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus , SLE) รักษาโดยการใช้ยากดภูมิต้านทาน ซึ่งเป็นสเตียรอยด์หรือยาในกลุ่มอื่นๆ

การขาดสารอาหาร ก็เป็นอีกภาวะหนึ่งที่ทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำ การขาดวิตามินบี 12 อย่างรุนแรง ก็สามารถทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำได้ อาหารที่มีวิตามินบี 12 สูง คือ เนื้อสัตว์ น้ำปลา ผักใบเขียว ข้าวซ้อมมือ เม็ดเลือดขาวที่เกิดจากภาวะนี้จะมีจำนวนกลีบ (Lobe) มากกว่าปกติ อย่างไรก็ตามในบ้านเราไม่ค่อยมีปัญหานี้แล้ว เนื่องจากทุกคนใส่น้ำปลาในอาหารทุกมื้ออยู่แล้ว

ภาวะที่รุนแรงที่สุด ในกรณีที่เป็นสาเหตุทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำในกระแสเลือด คือ การเป็นโรคของไขกระดูก ซึ่งอาจเกิดจากไขกระดูกผิดปกติ ไขกระดูกไม่ทำงาน ไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดบางชนิด หรือสร้างได้แต่ไม่สมบูรณ์ เช่น ภาวะที่เรียกว่า Myelodysplatic Syndrome หรือการเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว บางครั้งก็ทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำได้เช่นกัน (โดยทั่วไปมะเร็งเม็ดเลือดขาว อาจจะทำให้เม็ดเลือดขาวสูงกว่าปกติ)

จะเห็นว่า การตรวจพบเม็ดเลือดขาวต่ำ เป็นภาวะที่พบปลายเหตุ ดังนั้น ต้องหาสาเหตุว่าอะไรทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำ และรักษาที่สาเหตุบางอย่างก็หายเองได้ บางอย่างรักษาแบบประคับประคอง บางอย่างต้องผ่าตัด และบางอย่างต้องใช้เคมีบำบัด แต่อย่าเพิ่งตกอกตกใจ เพราะสาเหตุส่วนใหญ่ของเม็ดเลือดขาวต่ำ เกิดจากโรคติดเชื้อ และสามารถฟื้นกลับคืนได้เป็นปกติ ในระยะเวลาอันสั้น

สำหรับการปฏิบัติตัวเมื่อมีปัญหานี้คือ ระวังเรื่องการติดเชื้อ เนื่องจากเม็ดเลือดขาวทำหน้าที่ในการกำจัดเชื้อโรค หากมีจำนวนต่ำลงมาก ต้องระวังเรื่องการติดเชื้อ ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ข้อแนะนำคือ ควรหลีกเลี่ยงที่ชุมชน อยู่ห่างๆ คนมีไข้หรือไม่สบาย เช่น ไอ จาม อาหารการกินจะต้องสะอาด ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน อย่ารับประทานอาหารที่ไม่สุก ควรหลีกเลี่ยงอาหารทะเล เนื่องจากทำให้เกิดปัญหาการติดเชื้อทางเดินอาหารได้บ่อย

Sunday, October 23, 2011

"หมู่เลือด" หรือ "กรุ๊ปเลือด" มีอะไรบ้าง


"เลือด" ทำหน้าที่นำพาออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ทุกเซลล์ เลี้ยงทุกอวัยวะของเรา โดยแทรกซึมไปทั่วอณูของร่างกาย หากไม่มีออกซิเจน ร่างกายก็ไม่สามารถเผาผลาญสารอาหารที่รับประทานเข้าไปได้ ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน หรือไขมัน ให้กลายมาเป็นพลังงาน ดังนั้นหากขาดเลือด ก็จะทำให้เราขาดพลังงาน เซลล์ก็จะมีชีวิตไม่ได้ ต้องตายไปในที่สุด จะเห็นว่า "เลือด" หมายถึง การมีชีวิตอยู่ของคนเราเลยทีเดียวเชียวนะครับ

แล้วกลุ่มเลือดหรือกรุ๊ปเลือด คืออะไร?

กำเนิดของการแยกกรุ๊ปเลือด เริ่มต้นมาจากความจำเป็นในการเอาเลือดของคนหนึ่งไปให้อีกคนหนึ่ง ในช่วงแรกๆ ที่มีการเอาเลือดไปให้กันจริงๆ ปรากฏว่า บางคนได้รับเลือดแล้วไม่เกิดปัญหาอะไร แต่บางคนเกิดความดันตก เสียชีวิต จึงมีการศึกษาในกาลต่อๆ มา ก็พบว่าที่เป็นอย่างนั้น เนื่องจากเลือดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงทำการศึกษาจริงจัง จนสามารถจำแนกออกเป็นหมู่เลือดต่างๆ ซึ่งหมู่เลือดมีความจำเป็นต้องเหมือนกัน และต้องไม่มีปฏิกิริยาต่อกันหากมีการให้เลือดระหว่างกัน เรียกว่า "หมู่เลือดระบบเอบีโอ (ABO)" ระบบนี้เป็นระบบเลือดที่ใหญ่ที่สุด ที่จำเป็นต้องรู้ก่อนที่จะมีการให้เลือด หรือส่วนประกอบต่างๆ ของเลือดแก่คนที่รอรับเลือด

น่าแปลกนะครับ มนุษย์เราพอเกิดมาจะมีหมู่เลือดติดตัวกันมาเลย หมู่เลือดนี่แยกแยะจากอะไร? แยกจากลักษณะของโปรตีน (Antigen) ที่อยู่บนผิวของเม็ดเลือด

- หากโปรตีนนั้นมีชนิด เอ (A) หมายถึง คนนั้นมีกรุ๊ปเลือดเอ
- แต่หากมีโปรตีนชนิด บี (B) แปลว่า คนนั้นมีกรุ๊ปเลือดบี
- หากไม่มีทั้งโปรตีนเอและบี แปลว่า คนนั้นมีกรุ๊ปเลือดโอ (O)


คุณทราบไหม...ร่างกายของมนุษย์เรายังซับซ้อนมากกว่านี้อีก ที่ทำให้มีเหตุผลว่า ทำไมต้องให้เลือดกรุ๊ปเดียวกัน เพราะ

- คนที่มีกรุ๊ปเลือดเอ จะมีภูมิต้านทาน (Antibody) ต่อโปรตีนบี บนผิวเม็ดเลือด
- คนที่มีกรุ๊ปเลือดบี จะมีภูมิต้านทานต่อโปรตีนเอ บนผิวเม็ดเลือด
- คนที่มีกรุ๊ปเลือดโอ จะมีภูมิต้านทานต่อทั้งโปรตีนเอ และบี จึงรับเลือดกรุ๊ปใดไม่ได้ ยกเว้นเลือดกรุ๊ปโอเท่านั้น แต่กลับให้เลือดคนอื่นได้ทุกกรุ๊ป ไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไร ใช่มั้ยครับ

สำคัญมากครับ...เพราะถ้าเกิดการให้เลือดผิดกรุ๊ปเข้าไปในร่างกาย เมื่อภูมิต้านทานไปจับกับโปรตีนที่อยู่บนเม็ดเลือด เช่น คนเลือดกรุ๊ปเอ ได้รับเลือดกรุ๊ปบี ภูมิต้านทานในพลาสมาของของคนเลือดกรุ๊ปเอ จะจับกับโปรตีนบนเม็ดเลือดแดงของเลือดกรุ๊ปบีที่เข้ามาใหม่ สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ เม็ดเลือดแดงจะแตกพร้อมๆ กันทันที และเป็นจำนวนมากๆ เกิดปฏิกิริยากับร่างกาย ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางเฉียบพลัน หลอดลมในปอดตีบแคบ (เกิดอาการหอบเหมือนคนที่เป็นหอบหืด) ปัสสาวะเป็นสีโค้ก ตามมาด้วยปัสสาวะไม่ออกและไตวาย เลือดมีความเป็นกรดสูงขึ้น ความดันโลหิตตก และอาจจะเสียชีวิตในที่สุด หากไม่สามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที นี่ล่ะครับที่ว่า หมู่เลือดมีความสำคัญขนาดไหน?

หลายคนอาจสงสัยว่า หากพ่อกรุ๊ปเอ แม่กรุ๊ปบี ลูกจะมีกรุ๊ปอะไรได้บ้าง ขอตอบให้ทราบเลยครับว่า ลูกอาจเป็นกรุ๊ป เอ บี หรือโอ ก็ได้ครับ และในกรณีพ่อกรุ๊ปเอ แม่กรุ๊ปโอ ลูกอาจเป็น เอ หรือโอก็ได้ครับ


เอบีโอ เป็นเพียงระบบของหมู่เลือดเพียงอย่างเดียวที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ความจริงแล้วยังมีอีกระบบหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และเวลาตรวจหมู่เลือดทุกครั้ง ก็จะถูกตรวจร่วมด้วยเสมอคือ ระบบหมู่เลือดแบบ "Rh" หมายถึง โปรตีนชนิดหนึ่งมี 2 ลักษณะได้แก่

- คนที่มี Rh- (คือไม่มีโปรตีน Rh) จะมีภูมิต้านทานต่อ Rh และ
- คนที่มี Rh+ (คือมีโปรตีน Rh) จะไม่มีภูมิต้านทานต่อ Rh

คนทั่วไปมากกว่า 95% จะมี Rh+ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ก็จะไม่เกิดปัญหาอะไรกับคนกลุ่มนี้ แต่หากคุณมีเลือดเป็น Rh- ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย เมื่อใดที่คุณเจ็บไข้ไม่สบายแล้วต้องการเลือด อาจจะหาเลือดกรุ๊ปนี้ได้ยากสักหน่อย ซึ่งหากได้รับเลือดผิด เป็นเลือดที่มี Rh+ ภูมิต้านทานในตัวคุณจะไปจับกับโปรตีน Rh ทำให้เม็ดเลือดแดงแดกอย่างรุนแรง ตามที่เล่ามาแล้วก็อันตราบทีเดียวครับ

ระบบกลุ่มเลือด ABO จะมีภูมิต้านทานเกิดขึ้นตั้งแต่แรกคลอดเลยครับ แต่ระบบ Rh จะต่างกับ ABO ตรงที่ Rh- ไม่มีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่จะต้องเคยได้รับเลือด Rh+ มาก่อน จึงจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างขึ้นมา

ความซับซ้อนของเลือดยังไม่หมดแค่นี้นะครับ สำหรับกรุ๊ปเลือดแบบ Rh ปัญหาจะเกิดอีกในกรณีที่ผู้หญิงที่มี Rh- แล้วตั้งครรภ์ โดยที่สามีมีกรุ๊ปเลือด Rh+ ถ้าลูกในครรภ์มีพันธุกรรมเหมือนพ่อ คือ มี Rh+ เช่นเดียวกับพ่อ (หากเหมือนแม่คือ Rh- ก็จะไม่มีปัญหาอะไร) ตามธรรมชาติแล้ว จะมีเลือดของลูกหลุดเข้าสู่กระแสเลือดของแม่ในปริมาณน้อยๆ อยู่แล้ว ซึ่งสามารถไปกระตุ้นให้แม่สร้างภูมิต้านทานต่อ Rh ขึ้นมาได้ หากได้รับเลือด Rh+ หรือตั้งครรภ์ในครั้งต่อไป อาจเกิดปัญหาขึ้นได้ ดังนั้นในทางการแพทย์ ก็จะมีขบวนการในการทำลายเม็ดเลือดที่มี Rh+ ที่หลุดเข้าไปในกระแสเลือดแม่ เพื่อเป็นการป้องกันแม่ไม่ให้สร้างภูมิต้านทานขึ้นมาครับ

นอกจากหมู่เลือดสองระบบนี้แล้ว (ABO และ Rh) ยังมีระบบอื่นๆ อีกหลายอย่าง แต่มีความสำคัญน้อยกว่า และไม่ได้มีการตรวจโดยทั่วไป ยกเว้นเมื่อแพทย์สงสัยเท่านั้น ผมไม่ขอเล่าแล้วกันนะครับเพราะซับซ้อนเกินไป

อย่างไรก็ตาม ผมแค่ต้องการย้ำว่า การได้รับเลือดของคนอื่น เป็นอะไรที่ควรหลีกเลี่ยงหากทำได้ เนื่องจากเลือดนั้นไม่ใช่ของเราเอง แม้ว่าจะเป็นหมู่เลือดที่เข้ากันได้ก็ตาม เพราะยังอาจมีปัญหาจากเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนมากับเลือด เช่น เชื้อมาลาเรีย เชื้อเอชไอวี เชื้อไวรัสต่างๆ แม้ว่าทางการแพทย์พยายามที่จะคัดกรองเลือดที่มีปัญหาออกไป แต่ก็ไม่สามารถทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้ยินแบบนี้แล้ว อย่าถึงกับกลัวจนไม่ยอมรับเลือดนะครับ คุณหมอเขาจะพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียของการให้เลือด ก่อนที่จะสั่งให้อยู่แล้ว แน่นอนว่าน่าจะคุ้มค่าแก่การให้ หากจำเป็นต้องรับเลือดก็ต้องรับนะครับ ไม่อย่างนั้นอาจถึงจุดสุดวิสัย แก้ไขอะไรไม่ได้

หน่วยงานที่รับบริจาคเลือด (เช่น สภากาชาด กาชาดจังหวัด โรงพยาบาลต่างๆ) ก็ได้พยายามคัดกรองเลือดที่ได้รับบริจาคอย่างดีที่สุด เพื่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุดอยู่แล้วครับ แต่ก็คงไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เหมือนกับเราทำทางม้าลายไว้ให้คนเดินข้าม เพื่อลดปัญหาของอุบัติเหตุ แต่มันก็ยังมีอุบัติเหตุให้เห็นอยู่ ฉันใดก็ฉันนั้นล่ะครับคุณ...

เรียนรู้วิธีการดูแลตนเอง และการพัฒนาจิตใจในผู้ป่วยฮีโมฟีเลีย


" เมื่อผมโตเป็นหนุ่ม ผมจะเผชิญกับปัญหาทางกาย และจิตใจของผมได้อย่างไร "

เรียนรู้วิธีการดูแลตนเอง

ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียเมื่อโตขึ้นเป็นหนุ่มหรือผู้ใหญ่ ควรจะต้องรู้จักดูแลรักษาตัวเอง มิให้มีอาการเลือดออกง่าย เช่น การระวังมิให้เกิดอุบัติเหตุหรือหกล้ม ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติภาระกิจประจำวันได้ เหมือนคนอื่นทั่วไปด้วยความระมัดระวัง

ในระยะแรกที่ไม่มีเลือดออก ต้องหมั่นฝึกฝนออกกำลังกาย เพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ควรเลือกเล่นกีฬาที่ไม่มีการกระทบกระแทก ไม่มัวเมาในอบายมุข ไม่ควรดื่มสุรา ใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบ กินนอนอย่างถูกสุขลักษณะ การรักษาร่างกายให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง จะมีโอกาสเกิดเลือดออกน้อยกว่า และหากมีภาวะเลือดออก ก็หายได้เร็วกว่าผู้ป่วยที่มีสุขภาพทรุดโทรม

ในระยะที่มีเลือดออก ต้องฝึกหัดที่จะดูแลตนเอง การใช้ผ้ายืดพิเศษพันข้อที่เลือดออก การนอนพัก รวมทั้งการให้พลาสม่า หรือแฟคเตอร์เข้มข้นแก่ตนเองที่บ้าน หัดเป็นผู้ที่ผสมและแทงเส้นให้แก่ตนเอง นอกจากนี้ผู้ป่วยจะเรียนรู้ถึงอาการเลือดออกแรกเริ่ม ให้การรักษาที่บ้านตั้งแต่เริ่มมีอาการเลือดออก คือ รู้สึกขัดตึงๆ กล้ามเนื้อหรือในข้อ หากได้รับอุบัติเหตุ เช่น หกล้ม รีบให้พลาสม่าหรือแฟคเตอร์เข้มข้นทันที อย่ารอจนมีอาการปวดบวมขึ้นมา จะทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่ากับการรักษาเมื่อเริ่มมีอาการเลือดออก

ผู้ป่วยต้องมาติดตามการตรวจกับแพทย์อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อตรวจการทำงานของข้อและกล้ามเนื้อ ตรวจเลือด ตรวจสารต้านแฟคเตอร์ ตรวจภูมิต้านโรคเอดส์ การทำงานของตับ และตรวจฟันด้วย

การพัฒนาจิตใจ

ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียย่อมมีปัญหาทางกายภาพ ร่วมกับปัญหาทางใจได้เช่นเดียวกับคนปกติ ซึ่งอาจจะเกี่ยวโยงกับความเจ็บป่วยที่ผู้ป่วยได้รับ อิทธิพลจากครอบครัวรวมทั้งสิ่งแวดล้อมในทางสังคม ดังนั้นการที่ผู้ป่วยจะสามารถพัฒนาจิตใจให้เป็นผู้ที่มีความสุข พอใจในสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่นั้น ต้องขจัดความขุ่นมัวแห่งอารมณ์

ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียไม่ควรคิดว่า ตัวเองเป็นคนผิดปกติในสังคม เนื่องจากผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียขาดเฉพาะแฟคเตอร์ VIII หรือแฟคเตอร์ IX แต่ส่วนอื่นๆ ของร่างกายยังปกติ ซึ่งอาจเปรียบเทียบได้กับคนไข้เบาหวานที่ขาดอินสุลิน ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับทดแทนโดยการฉีดอินสุลิน ผู้ป่วยก็สามารถดำเนินชีวิตได้เหมือนคนปกติ

ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียอาจจะมีปัญหาเลือดออกเรื้อรัง ต้องเผชิญกับความเจ็บปวด ต้องจากบิดามารดามารับการรักษาในโรงพยาบาล ต้องขาดเรียน ทำให้เรียนไม่ทันเพื่อน บางคนต้องเรียนซ้ำชั้น บางคนต้องออกจากโรงเรียนภาคปกติ มาเรียนต่อในภาคสมทบหรือฝึกหัดวิชาชีพ เข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จะกระทบกระเทือนต่อชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้ป่วยและครอบครัว แต่ผู้ป่วยควรจะปรับตัวให้เข้ากับภาวะแวดล้อม

ผู้ป่วยบางคนเกิดอารมณ์ขุ่นมัว มีความเครียด ความเบื่อหน่ายต่อการเจ็บป่วยของตนเอง กลายสภาพเป็นความโกรธ ก้าวร้าวต่อบิดามารดา พี่น้องปกติ นำพามาซึ่งความไม่เป็นสุขในครอบครัว และเป็นอันตรายต่อตัวผู้ป่วยเอง มีการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียที่มีอารมณ์พุ่งพล่าน จะมีโอกาสเกิดอาการเลือดออกได้มากขึ้น

การพัฒนาจิตใจของผู้ป่วย ให้บรรลุถึงการอมรับต่อสภาพร่างกายตนเอง ไม่เรียกร้องเพ้อฝันในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ พยายามดูแลตนเองให้ดี อาจต้องอาศัยการสนับสนุน ส่งเสริมจากครอบครัวที่พ่อแม่ปรองดองกัน คอยเป็นกำลังใจ ส่งเสริมให้ผู้ป่วยพึ่งตนเอง สามารถดูแลตนเองได้จนกระทั่งสามารถปรับตัวให้อยู่ในครอบครัว และสังคมอย่างเป็นสุข ผู้ป่วยหลายรายสามารถเรียนหนังสือจบปริญญาตรีหรือปริญญาโท และทำงานเหมือนคนปกติ

ธรรมชาติให้ความสมดุลแก่ทุกชีวิต ทุกคนมีปมเด่นและปมด้อยในตนเอง คนทั่วไปมียีนซึ่งเป็นตัวกำหนดลักษณะของคน 100,000 อัน ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียมียีนบกพร่องเพียง 1 อัน ยังเหลือยีนอีก 99,999 อันที่ทำหน้าที่ได้เต็มที่ ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยสามารถขจัดความขุ่นมัวแห่งอารมณ์ ขจัดความหลงผิดแล้วจะเกิดปัญญา ปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ปัญญาที่จะกำหนดจุดมุ่งหมายของการเรียน จุดมุ่งหมายของชีวิตสามารถจะศึกษาเล่าเรียน เพื่อเลือกสาขาวิชาชีพที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการกระทบกระแทกน้อย ที่จะไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย เช่น นิติศาสตร์ เภสัชศาสตร์ คอมพิวเตอร์ บัญชี เป็นต้น การทำสมาธิและใช้ธรรมะมาช่วยเสริม จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่มีอายุเหมาะสมได้เป็นอย่างดี


การแต่งงาน

หากผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียมีอาชีพที่สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ ก็สามารถแต่งงานได้ ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียสามารถมีบุตรได้เหมือนคนปกติทั่วไป หากได้ลูกชายจะปกติ ไม่เป็นโรคฮีโมฟีเลีย หากได้ลูกสาว ลูกสาวจะเป็นผู้ที่มียีนโรคฮีโมฟีเลียแฝง ซึ่งจะถ่ายทอดโรคฮีโมฟีเลียไปให้แก่ลูกหลานต่อไปได้ จึงแนะนำให้ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียมีแต่ลูกชายเท่านั้น เพื่อให้ยีนโรคฮีโมฟีเลียหมดไปจากครอบครัว

รับเลือดของคนอื่น...โปรดระวัง!


บางคนเคยได้รับเลือดหรือส่วนประกอบต่างๆ ของเลือดมาบ้างแล้ว เช่น น้ำเลือด พลาสมา เกล็ดเลือด จากการที่ต้องเสียเลือดด้วยเหตุใดก็ตาม หรือจากภาวะของโรคบางอย่าง แต่ผมขอบอกคุณตรงๆ ว่า สิ่งไดก็ตามที่มิได้สร้างขึ้นโดยร่างกายเราเอง เมื่อเข้าไปอยู่ในร่างกายเราแล้ว ก็ย่อมมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น การได้รับเลือดของคนอื่นก็เช่นเดียวกันครับ ถ้าจำเป็นต้องรับอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก็คงต้องยอมรับ แต่ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงครับ

สาเหตุที่ควรเลี่ยง เนื่องจากว่า เลือดที่ไม่ใช่ของตัวเราเอง อาจมีบางสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ปนมากับเลือดก็ได้ นอกจากนี้อาจเกิดอาการแพ้ หรือผลข้างเคียงจากเลือดของผู้อื่นได้เหมือนกัน เช่น บางคนมีผื่นคันขึ้นทั้งตัว ดังนั้นหากเลี่ยงได้ควรจะเลี่ยง แต่หากจำเป็นจริงๆ และในกรณีที่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ เช่น จะเข้ารับการผ่าตัดแบบไม่เร่งด่วนที่คาดว่า จะต้องเสียเลือดปริมาณมากแน่นอน คุณก็สามารถที่จะเก็บเลือดของตัวเองเอาไว้ก่อนผ่าตัดได้ พอเข้าผ่าตัดแล้วมีความจำเป็นที่ต้องให้เลือดจริง ก็เอาเลือดของตัวเองที่เก็บไว้มาใช้ วิธีการแบบนี้สามารถทำได้ทั่วไป ไม่ต้องใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์พิเศษแต่อย่างใด แต่ต้องปรึกษาแพทย์ที่ดูแลคุณและวางแผนให้ดีครับ

โดยปกติ เลือดที่ได้รับบริจาคมา ก่อนที่จะนำไปให้กับผู้อื่นต่อ จะต้องผ่านการตรวจเพื่อความปลอดภัยในระดับหนึ่งก่อนเสมอ เช่น ตรวจหาเชื้อไวรัสต่างๆ ไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี ซิฟิลิส เชื้อเอชไอวี (โรคเอดส์) แต่ก็มีอีกหลายโรคที่ไม่ได้ตรวจหา เช่น ไวรัสตับอักเสบดี ซีเอ็มวีไวรัส และแม้แต่เชื้อมาลาเรีย ซึ่งสามารถติดต่อได้จากการให้เลือด ขบวนการรับบริจาคจะคัดกรองจากการสอบถามโรคต่างๆ ของผู้บริจาคก่อน และตรวจการอักเสบของตับ โดยที่ไม่ได้ตรวจเชื้อที่จำเพาะบางตัว แม้ว่าจะยายามสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้ดีที่สุด แต่โอกาสของการติดเชื้อจากการให้เลือดก็ยังมีอยู่ มีผลการศึกษาในต่างประเทศพบว่า โอกาสของการติดเชื้อเอชไอวี ประมาณ 1 ต่อ 500,000 คน โอกาสติดเชื้อตับอักเสบจากไวรัสบีประมาณ 8 ต่อ 500,000 คน โอกาสติดเชื้อไวรัสซี 1 ต่อ 100,000 คน

แม้ว่าจะรอดจากการติดเชื้อที่มากับเลือด แต่ก็ยังมีโอกาสแพ้เลือดและส่วนประกอบต่างๆ จากเลือดของคนอื่นได้เหมือนกัน ซึ่งมีสองลักษณะคือ "การแพ้อย่างเฉียบพลัน" และ "การแพ้ที่ไม่เฉียบพลัน" โดยการแพ้ทั้งสองแบบนี้เกิดขึ้นได้ทั้งจากปฏิกิริยาภูมิต้านทานของร่างกาย (Immune - Mediated) และการแพ้ที่ไม่ได้เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกาย (Non Immune - Mediated) แต่ปัญหาที่พบได้บ่อย และค่อนข้างรุนแรง ส่วนมากจะเกิดจากปฏิกิริยาของภูมิต้านทานของร่างกาย

เกิดการแตกของเม็ดเลือดแดงในกระแสเลือด ภายหลังการได้รับเลือด
สามารถเกิดได้ทั้งแบบเฉียบพลันทันที หรืออาจจะเกิดขึ้นหลังจากให้เลือดแล้วหลายวันก็ได้ ที่สำคัญคือ อาจมีอันตรายถึงชีวิตครับ

- การแตกของเม็ดเลือดแดงในกระแสเลือด อย่างเฉียบพลัน
เป็นปฏิกิริยาที่เกิดเร็ว และมักเกิดขึ้นในขณะที่กำลังให้เลือด หรือภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังการเริ่มให้เลือด โดยทั่วไปเกิดจากการที่ภูมิต้านทานของผู้รับ ทำปฏิกิริยากับเม็ดเลือดแดงที่ให้ และเกิดการแตกของเม็ดเลือดแดง ภายในหลอดเลือดอย่างเฉียบพลันทันที ซึ่งจะเกิดได้ในกรณีที่ให้เลือดผิดกลุ่ม (มักจะเป็นระบบเลือดแบบเอบีโอ) เช่น ผู้ที่มีเลือดกลุ่มเอ แต่ได้รับเม็ดเลือดกลุ่มบี และเกิดการกระตุ้นทำให้เม็ดเลือดแดงแตก ซึ่งปฏิกิริยาดังกล่าวมักจะรุนแรง รวดเร็วและอันตรายมาก

อาการในระยะเริ่มแรกจะมีไข้ หนาวสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่เต็มอิ่ม ปวดบริเวณหลังหรือเอวร่วมด้วย ความดันโลหิตลดต่ำลง ปัสสาววะสีเข้ม ขึ้นกระทั่งเป็นสีดำ ที่รุนแรงที่สุดคือ "ช็อก" ทำให้ไม่รู้สติ ปัสสาวะออกน้อยจากไตวาย บางคนอาการจะรุนแรงมาก แม้ว่าจำนวนเลือดที่ได้รับเพียงแค่ 30 มิลลิลิตร เท่านั้นก็ทำให้เสียชีวิตได้ แต่ส่วนใหญ่อาการจะรุนแรงเมื่อให้เลือดมากกว่า 200 มิลลิลิตร ข้อมูลที่น่าสนใจที่ทำการศึกษาในต่างประเทศ พบว่า โอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว สูงถึง 40% เลยทีเดียว ดังนั้นอันตรายไม่น้อยครับ ถ้าได้เลือดผิดกลุ่ม

- การแตกของเม็ดเลือดแดงในกระแสเลือด อย่างไม่เฉียบพลัน
โดยทั่วไปแล้ว จะเกิดหลังจากการได้รับเลือดไปแล้วประมาณ 3-7 วัน โดยผู้ที่ได้รับเลือดมักจะเคยได้รับ การกระตุ้น ให้สร้างภูมิต้านทานต่อเม็ดเลือดมาก่อนแล้ว อาจเนื่องจากเคยได้รับเลือด หรือเคยตั้งครรภ์ ซึ่งทำให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้น พอได้รับเลือดที่มีลักษณะเดียวกันอีก ก็จะเกิดปฏิกิริยา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะไม่รุนแรงมากนัก ระบบหมู่เลือดที่มักมีปัญหาแบบนี้ คือ หมู่เลือด ซี ดี อี เค เอ็ม เป็นต้น

สำหรับอาการคือมีไข้ โลหิตจาง (ดูซีดลง) ตาเหลือง ซึ่งส่วนมากอาการจะไม่หนัก แต่อย่างไรก็ตามมีบางคนที่พบภาวะไตวายร่วมด้วย ซึ่งอันตรายครับ

มีไข้โดยที่เม็ดเลือดแดงไม่แตก ภายหลังได้รับเลือด
เป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้บ่อย พบได้ประมาณ 1-2 % ซึ่งเกิดจากการที่ผู้ได้รับเลือด มีภูมิต้านทานต่อเม็ดเลือดขาวที่ให้เข้าไป (ไม่ใช่เม็ดเลือดแดง) การจับกันของภูมิต้านทานกับเม็ดเลือดขาว เป็นการกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวหลั่งสารบางอย่างออกมา ซึ่งสารต่างๆ เหล่านั้นกระตุ้นทำให้ร่างกายเกิดไข้ขึ้น

อาการที่ตรวจพบ คือ จะมีไข้ อาจหนาวสั่น แน่นหน้าอกร่วมด้วย โดยทั่วไปมักจะเกิดจากการให้เลือดแดงหรือเกล็ดเลือด ซึ่งผู้ที่เป็นในครั้งแรก จะทำให้มีโอกาสเกิดเป็นได้อีกในครั้งต่อๆ ไป คนที่ได้รับเลือดบ่อย มีโอกาสที่จะเกิดมากกว่าคนที่ไม่เคยได้รับเลือดเลย

แพ้แบบรุนแรงเฉียบพลัน ภายหลังได้รับเลือด
เป็นการแพ้ที่เกิดขึ้นแบบรวดเร็ว ในลักษณะของภูมิต้านทานที่ไวกว่าปกติ (Hypersensitivity) ซึ่งเกิดจากร่างกายของผู้รับเลือดขาดสารชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า Immunoglobulin ชนิดเอ และได้รับการกระตุ้นให้สร้างภูมิต้านทานต่อสารดังกล่าว (ซึ่งผู้รับอาจจะเคยได้รับเลือดหรือเคยตั้งครรภ์มาก่อน ทำให้กระตุ้นการสร้าง Immunoglobulin ชนิดเอ มีอยู่ในน้ำเลือดหรือพลาสมา) ดังนั้น การได้รับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดที่มีพลาสมาอยู่ด้วย จะทำให้เกิดปฏิกิริยาดังกล่าว ซึ่งโอกาสที่จะเกิดพบได้ 1 ต่อ 20,000 คน อาการที่เกิดขึ้นคือ ไอ หอบเหนื่อย หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก มีผื่นแดง บวมบริเวณลำคอและใบหน้า อาจคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ความดันโลหิตต่ำลง หายใจเร็วขึ้น ฟังเสียงในปอดจะได้ยินเสียงหวีดแหลมเล็ก เหมือนกับที่ได้ยินในโรคหอบหืด หากรักษาไม่ทันท่วงที จะเสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้น

เกิดผื่นแพ้ภายหลังได้รับเลือด
คล้ายคลึงกับเป็นลมพิษ ซึ่งเกิดได้บ่อย อาจเกิดจากภูมิต้านทานของคนที่ได้รับเลือด กับสารบางอย่างที่อยู่ในเลือด หรือภูมิต้านทานที่อยู่ในเลือด ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยากับสารในตัวของผู้รับเลือด เป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากการจับกันของสารในเลือด มีผลไปกระตุ้นให้เกิดการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับการแพ้ เช่น สารฮีสตามีน ทำให้เกิดผื่นแพ้ และอาการต่างๆ

เกิดภาวะน้ำคั่งในปอด โดยไม่มีปัญหาจากหัวใจ ภายหลังได้รับเลือด
เป็นภาวะที่เกิดได้ไม่บ่อยแต่อันตรายเช่นกัน โอกาสเสียชีวิตประมาณ 5% เกิดน้ำคั่งในปอดโดยไม่มีปัญหาจากหัวใจ เกิดจากการที่ภูมิต้านทานของผู้รับเลือด หรือเป็นภูมิต้านทานที่มีอยู่ในเลือดที่บริจาค มีปฏิกิริยากับเม็ดเลือดขาวของอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วมีการจับตัวกันที่บริเวณหลอดเลือดเล็กๆ ที่บริเวณปอด มีผลให้เกิดการกระตุ้นสารต่างๆ ออกมา ทำให้มีการรั่วของน้ำจากภายในหลอดเลือดเข้าสู่ปอด ปอดจึงเต็มไปด้วยน้ำ จนไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ ทำให้มีอาการหอบเหนื่อย มีไข้ หนาวสั่น ไอ ความดันโลหิตตก บางคนอาจมีมือเท้าเขียวได้ จากการที่ออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ อาการทั้งหมดมักจะเกิดขึ้นหลังจากให้พลาสมาแล้วภายใน 2 ชั่วโมง หากรักษาได้ได้ทันท่วงที โดยการใส่เครื่องช่วยหายใจ ภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ปอดจะหายไปได้ภายใน 3-4 วัน

เกิดปริมาตรของน้ำในหลอดเลือดเกิน
เป็นภาวะที่เกิดจากร่างกาย ไม่สามารถทนต่อการให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือด ที่มากเกินไปหรือเร็วเกินไปได้ เนื่องจากหัวใจไม่สามารถรองรับปริมาณเลือด ที่เกินความสามารถของตนเองจะรับไหว พบบ่อยในคนที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคไต โรคหัวใจ โลหิตจางเรื้อรัง หรือในเด็กเล็ก โดยจะมีอาการหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก นอนราบไม่ได้ ความดันโลหิตสูง ชีพจรเต้นเร็ว

จากสถิติในสหรัฐอเมริกาพบว่า ภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้ผู้ที่ได้รับเลือด มีโอกาสเสียชีวิตได้มาก คือ ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกแบบเฉียบพลัน ภาวะที่มีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียในถุงเลือด ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกแบบไม่เฉียบพลัน ภาวะแพ้เลือดอย่างรุนแรง ภาวะเม็ดเลือดแดงเฉียบพลัน ชนิดที่ไม่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทาน (เช่น การแตกจากความร้อน การแตกจากความเย็น) การเกิดปฏิกิริยาต่อต้านของเม็ดเลือดกับร่างกายผู้รับ

ดังนั้น หากคุณเป็นผู้ที่ได้รับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือด สิ่งที่พึงระวัง คือ เลือดถุงนั้นเป็นเลือดสำหรับเราหรือไม่ เช็คง่ายๆ คือ ดูที่ถุงเลือด จะมีชื่อของผู้รับเลือดอยู่ กลุ่มเลือดที่ให้เป็นกลุ่มอะไร หลังจากให้เลือดไปแล้ว หากเกิดอาการขึ้น เช่น มีไข้ หนาวสั่น แน่นหน้าอก ผื่นขึ้น วิงเวียน หอบเหนื่อย ปัสสาวะสีเข้มมาก ปัสสาวะออกน้อย ปัสสาวะออกน้อย ต้องรีบแจ้งพยาบาลหรือแพทย์ทันที หากสงสัยว่าสาเหตุมาจากการให้เลือด ก็ต้องหยุดให้เลือดถุงนั้น และรักษาอาการต่างๆ ทันที

สรุปแล้ว เลือดมีประโยชน์ช่วยรักษาชีวิตของคนเราได้นั้นแน่นอน แต่ทางตรงกันข้าม ก็อาจคร่าชีวิตคนได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นหากไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมที่จะได้รับเลือด ก็ไม่ควรรับ แต่หากมีข้อบ่งชี้ก็เป็นเรื่องจำเป็นครับ แต่ก็ต้องรู้จักดูแลและสังเกตตนเองขณะให้เลือด หรือแม้ว่าจะได้รับไปแล้ว 2-3 วัน ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้อย่างที่เล่าให้ฟังนี่แหละครับ

Saturday, October 22, 2011

มีอะไรใน "น้ำเลือด"


คนเรามีเลือดอยู่ในร่างกายประมาณ 3.5 - 5 ลิตร เลือดที่ไหลเวียนในตัวเรานั้น มีส่วนประกอบหลักๆ อยู่สองประเภทคือ ส่วนที่เป็นเม็ดเลือด และส่วนที่เป็นน้ำเลือด หรือที่เรียกว่า "พลาสม่า (Plasma)" แล้วในน้ำเลือดมีอะไรเป็นส่วนประกอบและมีหน้าที่อย่างไรบ้าง หากขาดหายไปจะเกิดปัญหาอย่างไรกับร่างกาย แล้วสามารถเอาของคนอื่นมาใช้แทนได้ไหม?

ในน้ำเลือดมีส่วนประกอบหลักๆ ดังนี้ครับ
- น้ำตาลและเกลือแร่ต่างๆ ที่ละลายอยู่ในน้ำเลือด
- โปรตีนอัลบูมิน ที่สร้างจากตับ
- โปรตีนโกลบูลิน ที่เป็นภูมิต้านทานสร้างจากเม็ดเลือดขาว
- สารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด


ที่ผมอยากเล่าให้ฟังก็คือ สารในเลือดที่ทำหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดครับ โดยปกติแล้วจะให้ในคนที่มีปัญหาเลือดออกผิดปกติ น้ำเลือดหรือพลาสมามีความสำคัญและมีประโยชน์ หากน้ำเลือดมีความบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นไปในลักษณะใด เช่น ขาดปัจจัยในการแข็งตัวของเลือด ขาดโปรตีนบางชนิด เช่น อัลบูมิน หรือบางกรณีร่างกายเกิดภาวะช็อก ปริมาณน้ำเลือดในหลอดเลือดไม่เพียงพอ หมออาจพิจารณาให้น้ำเลือดเพื่อการรักษา การนำเอาน้ำเลือดของคนอื่นที่บริจาคมาให้ ก็เพื่อต่อชีวิตให้คงอยู่ต่อไป

คนที่มีปัญหาเรืองการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ อาจเกิดจากโรคที่เป็นมาแต่กำเนิด เช่น ฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) คือ โรคเลือดออกไม่หยุด ส่วนใหญ่เป็นจากกรรมพันธุ์ หรือโรคที่เป็นภายหลัง เช่น โรคตับ อาจมีความจำเป็นต้องให้พลาสมาเช่นกัน

โดยหลักการแล้ว การให้พลาสมา และผลิตภัณฑ์ที่แยกได้จากพลาสมา ก็จะให้ตามหมู่เลือด ABO ของผู้ที่ต้องการ ในกรณีที่ไม่สามารถให้ตรงหมู่ด้วย สามารถให้หมู่ AB แทน และผู้ที่มีหมู่เลือด O ก็สามารถรับพลาสมาได้ทุกหมู่

แต่อย่างไรก็ตาม การให้ส่วนประกอบของเลือดเหล่านี้ ก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกับการรับเลือดจากผู้อื่น เช่น ติดโรคจากน้ำเลือดที่ได้รับ มีอาการแพ้ เป็นไข้ หากได้รับในปริมาณเลือดและน้ำเลือดในหลอดเลือดมีมากเกินไป ทำให้เกิดปัญหาหัวใจล้มเหลวได้ ดังนั้นควรรับเลือดและส่วนประกอบของเลือด ในกรณีที่จำเป็นและมีข้อบ่งชี้เท่านั้น แม้ว่าจะมีขบวนการตรวจเลือดที่ได้รับบริจาค อย่างเข้มงวดก็ตามครับ


พลาสมา และส่วนประกอบที่ใช้ในขบวนการให้เลือด

ในบางคนอาจถูกตรวจพบว่า มีความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดจากผลทางห้องปฏิบัติการ โดยที่ไม่มีปัญหาภาวะเลือดออกผิดปกติปรากฏให้เห็นมาก่อน เนื่องจากในน้ำเลือดมีสารอยู่หลายชนิด ที่เป็นตัวช่วยในขบวนการแข็งตัวของเลือด

ดังนั้น เวลาเราไปบริจาคเลือดทางสภากาชาด จะแยกเก็บเลือดของเราไว้ในรูปแบบต่างๆ ดังนี้

รูปแบบที่เก็บ ส่วนประกอบ (ต่อยูนิต)

พลาสมาแช่แข็ง ( Fresh frozen plasma )
ปริมาตร 200 - 250 ซีซี
สารช่วยการแข็งตัวครบหมดทุกอย่าง

พลาสมาแช่แข็งที่แยกเอาตะกอนโปรตีน ไครโอพีซิบปิเตตออกแล้ว ( Cryoprecipitate-removed fresh frozen from plasma )
ปริมาตร 200 ซีซี
สารช่วยการแข็งตัวของเลือดเกือบทุกตัว
เก็บได้ 2 ปี ที่ -18 องศาเซลเซียส

ตะกอนโปรตีนไครโอพีซิบปิเตต ( Cryoprecipitate ) คือสารที่ช่วยยึดอายุการแข็งตัวของเลือด
ปริมาตร 5 - 10 ซีซี
มีสารช่วยการแข็งตัวของเลือด
บางตัวเก็บได้ 2 ปี ที่ -40 องศาเซลเซียส

พลาสเก่า ( Aged plasma)
ปริมาตร 200 - 250 ซีซี
สารช่วยการแข็งตัวของเลือดจะลดปริมาณลง
เก็บได้ 5 วัน ที่ 1 - 6 องศาเซลเซียส
5 ปี ที่ -18 องศาเซลเซียส

ภาวะมีสารต้านแฟคเตอร์ (Inhibitor)


แม้ว่าผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียที่มีอาการเลือดออก จำเป็นต้องได้รับแฟคเตอร์ VIII หรือ IX ที่ผู้ป่วยขาดในรูปของพลาสม่าหรือแฟคเตอร์เข้มข้นก็ตาม มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเกิดสารต้านแฟคเตอร์ขึ้น ภาวะนี้เกิดขึ้นได้เอง พบประมาณร้อยละ 5-15 ของผู้ป่วยเด็ก อาจพบในผู้ใหญ่ที่เพิ่งได้รับพลาสม่าหรือแฟคเตอร์เข้มข้น เมื่อมารับการผ่าตัดแก้ไขภาวะข้อพิการ ภาวะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อใดนั้น ไม่มีข้อบ่งชี้เตือนใดๆ มาก่อน แพทย์จะสงสัยว่า ผู้ป่วยเกิดภาวะมีสารต้านแฟคเตอร์ขึ้น ถ้าให้พลาสม่าหรือแฟคเตอร์เข้มข้น จำนวนเพียงพอแก่ผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกแล้ว อาการเลือดออก บวม ปวดไม่ทุเลา จำเป็นต้องตรวจเลือดว่า มีสารต้านแฟคเตอร์เกิดขึ้นหรือไม่

ภาวะสารต้านแฟคเตอร์มี 2 ชนิด คือ
- ชนิดที่มีสารต้านแฟคเตอร์สูง (มากกว่า 5 หน่วยบีเทดด้า , ฺBe-thesda unit) และ
- ชนิดที่มีสารต้านแฟคเตอร์ต่ำ (น้อยกว่า 5 หน่วยบีเทดด้า)


ภาวะสารต้านแฟคเตอร์สูง จะมีความรุนแรงของการทำลายแฟคเตอร์ที่ให้ มากกว่าภาวะสารต้านแฟคเตอร์ต่ำ ผู้ป่วยที่มีภาวะสารต้านแฟคเตอร์สูง มีโอกาสเสียชีวิตจากภาวะเลือดออกได้ง่ายกว่าผู้ที่มีสารต้านแฟคเตอร์ต่ำ

ในผู้ป่วยที่มีสารต้านแฟคเตอร์เกิดขึ้น จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการให้แฟคเตอร์ VIII หรือ IX ในรูปพลาสม่าหรือแฟคเตอร์เข้มข้นชั่วคราว สารต้านแฟคเตอร์จะค่อยๆ หายไปได้เองในเวลา 6 เดือน ถึง 2 ปี การให้ยา เช่น เพร็ดนิโซโลน อาจจะช่วยให้สารต้านแฟคเตอร์หายไปเร็วขึ้น แต่ต้องคำนึงถึงข้อแทรกซ้อนของการใช้ยาเพร็ดนิโซโลนด้วยว่า จะกดภูมิต้านทานโดยทั่วไปของผู้ป่วยด้วย ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีสารต้านแฟคเตอร์ จะต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ให้ประมาท ซุ่มซ่าม เลินเล่อ งดเว้นการถอนฟัน การผ่าตัดในระยะนี้

ในปัจจุบัน มีแฟคเตอร์เข้มข้นหลายชนิด ใช้สำหรับรักษาอาการเลือดออก ในผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียที่มีสารต้านแฟคเตอร์ ควบคุมอาการเลือดออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มีราคาแพงมาก ได้แก่

1. หากระดับสารต้านแฟคเตอร์น้อยกว่า 5 หน่วยบีเทดด้า อาจใช้แฟคเตอร์เข้มข้น หรือไครโอปริซิปิเตท (สำหรับผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย เอ) ในขนาดที่สูงขึ้น และให้ถี่ขึ้น เช่น ทุก 6 ชั่วโมง

2. หากระดับสารต้านแฟคเตอร์ระหว่าง 5-30 หน่วยบีเทดด้า อาจให้แฟคเตอร์เข้มข้นชนิด Activated Prothrombin Complex Concentrate (APCC) ขนาด 50-75 ยูนิต/นน.กก. ทุก 24 ชั่วโมง 1-3 ครั้ง การใช้ APCC ต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์ อาจเกิดข้อแทรกซ้อน ปัญหาอุดตันในหลอดเลือดได้

3. แฟคเตอร์เข้มข้นสังเคราะห์โดยวิธีอณูพันธุศาสตร์ ชื่อ Recombinant Factor VIIa (NovoSeven) เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงที่จะรักษาภาวะเลือดออก ในผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียที่มีสารต้านแฟคเตอร์ ต่างประเทศแนะนำให้ใช้ขนาด 90 ไมโครกรัม/นน.กก. ทุก 2 ชั่วโมงใน 24 ชั่วโมงแรก และให้ยาห่างขึ้นเป็นขึ้นทุก 3 ชั่วโมง และทุก 4-6 ชั่วโมงในวันต่อมา

แต่จากการศึกษาในประเทศไทยพบว่า การให้ยาในขนาด 180-200 ไมโครกรัม/นน.กก. ครั้งเดียว เมื่อเริ่มมีอาการเลือดออกในข้อหรือกล้ามเนื้อ ร่วมกับยาเพร็ดนิโซโลนในขนาด 1 มก./นน.กก./วัน นาน 3-5 วัน จะลดความเจ็บปวดจากอาการเลือดออกได้ และจะได้ผลดีถ้ามาพบแพทย์เร็ว ได้รับยาทันทีหลังจากมีอาการเลือดออก

นอกจากนี้ สามารถให้ยาชนิดนี้ในขนาด 180-200 ไมโครกรัม/นน.กก. ป้องกันอาการเลือดออกจากการทำหัตถการต่างๆ เช่น ผ่าตัดเล็ก ทำฟัน ใช้ยา 1-2 ครั้งเท่านั้น ระยะห่างทุก 3-24 ชั่วโมง ตามอาการของผู้ป่วย

พรายย้ำ - จ้ำเขียว ?


เคยสงสัยไหมครับว่า จ้ำเขียวๆ ที่เกิดขึ้นบนผิวหนังของเรา หรือที่บางคนเรียก "พรายย้ำ" มันคืออะไรกันแน่?

คนที่กลัวมาก กังวลมาก ส่วนใหญ่แล้วมักจะรีบไปหาหมอ จึงมักรู้ตัวว่าเป็นโรคค่อนข้างเร็ว การรักษาพยาบาลก็มักจะได้ผลดี ผลข้างเคียงน้อย ในขณะที่คนที่มีความวิตกกังวลน้อย กว่าจะมาถึงมือหมอก็ค่อนข้างช้า บางทีก็ช้าจนกระทั่งการรักษาพยาบาลไม่ได้ผลดี และเกิดผลข้างเคียงมาก

สาเหตุของจ้ำเขียวที่เกิดขึ้นบริเวณผิวหนังที่ต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา ลำตัว หลัง นั้นมีมากมายหลายอย่าง ตั้งแต่ไม่มีอันตรายอะไร เกิดเพียงไม่กี่วันก็จางหายไป จนกระทั่งรุนแรงถึงเสียชีวิตได้

ผมมีตัวอย่างมาเล่าให้ฟัง...

หญิงสูงวัย อายุ 65 ปี มีอาการพูดคุยไม่รู้เรื่อง ปากเบี้ยวคล้ายคนเป็นอัมพฤกษ์ มีจ้ำเขียวตามตัวและแขนขา หมอบอกว่าเป็นโรคเกล็ดเลือดต่ำชนิดหนึ่ง เกิดจากความผิดปกติของสารบางชนิดในน้ำเลือด ต้องทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำเลือดหลายครั้ง กว่าที่อาการดังกล่าวจะดีขึ้น และหายเป็นปกติในที่สุด ในบางคนหากรักษาไม่ทันท่วงที อาจมีอาการผิดปกติทางสมองอย่างถาวร และบางคนถึงขั้นเสียชีวิต หลายเดือนผ่านไปลูกสาวของหญิงคนนี้ (อายุ 30 ปี) สังเกตว่าตัวเองมีจ้ำเขียวลักษณะคล้ายคลึงกับคุณแม่ แต่เป็นๆ หายๆ มาหลายเดือน มีความวิตกกังวลว่าจะเป็นโรคเดียวกับคุณแม่ จึงรีบพาไปหาหมอ จากการตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติอื่น ยกเว้นมีจ้ำเลือดบริเวณขา 2-3 แห่ง ตรวจนับปริมาณเกล็ดเลือดพบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ตรวจการหยุดไหลของเลือดเวลาเกิดบาดแผลพบว่าปกติ ตรวจการแข็งตัวของเลือดก็ปกติเช่นกัน สรุปว่าไม่มีอะไรผิดปกติในด้านของเกล็ดเลือด และการแข็งตัวของเลือด

ที่น่าเป็นไปได้คือ ผู้หญิงที่อยู่ในวัยที่มีประจำเดือน ในช่วงก่อนหรือหลังประจำเดือนอาจพบจ้ำเลือดในช่วงเวลานั้นได้ ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อตรวจแล้วจะไม่พบความผิดปกติใดๆ แต่ในบางคนก็พบว่ามีการทำงานของเกล็ดเลือดผิดปกติได้ แต่สำหรับผู้หญิงคนนี้ตรวจไม่พบความผิดปกติ จึงไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาใดๆ


สาเหตุของการเกิดจ้ำเลือดขึ้นนั้นมีได้หลายประการ จำแนกคร่าวๆ ได้ดังนี้

- เกิดจากความผิดปกติของเกล็ดเลือด

- ความผิดปกติจากเกล็ดเลือดต่ำ พบได้หลายสาเหตุ คือ
- จากการได้รับยาหรือสารเคมีบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ (Sulfonamides , Trimethoprim / Sulfamethoxazole) ยาเคมีบำบัด (ยารักษาโรคมะเร็งชนิดต่างๆ) ยารักษามาลาเรีย (Quinine) ยาขับปัสสาวะ (Diazides) นอกจากนี้ในรายที่ดื่มแอลกอฮอล์มากๆ อาจทำให้เกิดปัญหาเกล็ดเลือดต่ำได้เช่นเดียวกัน
- เกล็ดเลือดต่ำที่เกิดจากความผิดปกติของไขกระดูก ซึ่งเป็นโรงงานที่ใช้สร้างเกล็ดเลือด เช่น โรคมะเร็งไขกระดูก โรคไขกระดูกฝ่อ
- เกล็ดเลือดต่ำที่เกิดจากการถูกทำลายในกระแสเลือด เช่น โรคภูมิต้านทานผิดปกติ เช่น โรคเอสแอลอี โรคไอทีพี โรคมะเร็งบางชนิด ม้ามโต ตับแข็ง โรคเลือดบางชนิด เช่น ธาลัสซีเมีย

- ความผิดปกติอันเกิดจากเกล็ดเลือดทำหน้าที่ผิดปกติ พบได้หลายสาเหตุ
- เกิดจากการได้รับยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ (Piperacillin , Carbenicillin) , ยาในกลุ่มของแอสไพริน ยาโรคหัวใจ (Calcium Channel Blocker) ยาแก้หอบ (Theophyline) ยารักษาโรคจิตประสาท (Antipsychotics , Antidepressant)
- เกล็ดเลือดผิดปกติ อันเกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิด
- เกล็ดเลือดผิดปกติ ที่เกิดจากการสร้างผิดปกติ เช่น ภาวะมะเร็งเม็ดเลือดขาว ชนิดเรื้อรังและเฉียบพลัน


- เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือด

- เกิดจากการอักเสบของหลอดเลือด เช่น โรคภูมิต้านทานผิดปกติ (Autominiume Disease หรือ Connective Tissue Disease) รวมทั้งโรคที่มีดาราดังหลายคนเป็น คือ เอสแอลอี (SLE)
- เกิดจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของผนังหลอดเลือดที่มีความผิดปกติ ทำให้เส้นเลือดเปราะ ฉีกขาดง่าย เช่น ในคนสูงอายุ พบมากบริเวณหลังมือ ข้อมือ ซึ่งมักมีขนาดใหญ่ แบนราบ กดไม่จางและมีขอบเขตที่ชัดเจน เมื่อได้รับการกระทบกระแทกก็จะเกิดจ้ำเลือดง่าย แม้ว่าจะเป็นการกระทบกระเทือนเพียงเบาๆ เท่านั้น จ้ำลักษณะดังกล่าวจะค่อยๆ จางหายไปโดยไม่ต้องทำอะไร และไม่มีอันตรายใดๆ หรือในคนที่ขาดวิตามินซี ก็อาจทำให้เนื่อเยื่อเกี่ยวพันมีปัญหาได้
- เป็นปฏิกิริยาจากการได้รับเลือดของคนอื่น
- โรคมะเร็งบางชนิด เช่น Carcinoma , Myeloproliferative Disorder
- นอกจากนั้น ยังมีโรคบางชนิดที่ไม่มีคำแปลภาษาไทย เช่น Amyloidosis , Ehlers-Danlos Syndrome , Osler-Weber-Rendu Disease

พรายย้ำจ้ำเขียว เป็นไปได้ทั้งไม่มีอันตรายร้ายแรงอะไร และแบบมีสาเหตุอันตราย หากคุณไม่มั่นใจ ตรวจเช็คสุขภาพประจำปีสักทีก็ดีนะ

Friday, October 21, 2011

ธาลัสซีเมีย โรคใกล้ตัวของคนไทย


ธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็นโรคพันธุกรรมทางโลหิตวิทยาอย่างหนึ่ง ที่สามารถถ่ายทอดพ่อแม่ไปยังรุ่นลูกหลานได้ ในประเทศไทยมีคนเป็นโรคนี้จำนวนสูงมาก อาการที่เห็นได้ชัดคือ ผิวดูซีด ตัวเหลือง ตับม้ามโต แต่ถ้าคนไหนที่เป็นพาหะของโรค ก็จะไม่มีอาการใดๆ

คนทางภาคอีสานบางจังหวัดอย่างเช่น สุรินทร์ คุณเชื่อไหมครับว่า ประชากรเป็นพาหะของโรคมากถึง 80-90% ของทั้งจังหวัดเลยทีเดียว

การเป็นพาหะ หมายถึงว่า เขาเหล่านั้นมีความผิดปกติของฮีโมโกลบินชนิดอี ซึ่งความผิดปกติชนิดนี้เพียงอย่างเดียว ยังไม่จัดว่าเป็นโรค เป็นเพียงพาหะของโรคเท่านั้น จึงไม่มีอาการของธาลัสซีเมียให้เห็น แต่ถ้าแต่งงานมีลูก ก็สามารถถ่ายทอดความผิดปกตินี้สู่ลูกหลานต่อไปได้

เนื่องจากประเทศไทยเป็นแหล่งชุกชุมของโรคนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราควรรู้จักธาลัสซีเมียไว้บ้าง เพราะตัวคุณเองหรือคนใกล้ชิด อาจมีความผิดปกตินี้แฝงอยู่ก็เป็นได้ ใครเลยจะรู้?

คนที่เป็นธาลัสซีเมีย จะมีอาการแสดงออกตั้งแต่เกิดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค ถ้าเป็นชนิดที่รุนแรง ก็อาจเสียชีวิตได้ตั้งแต่คลอดออกมาเลย หรืออาจจะต้องให้เลือดตั้งแต่อายุน้อยๆ หากเป็นไม่รุนแรง อาจแสดงอาการตอนโตก็เป็นได้

สาเหตุของโรคธาลัสซีเมียคืออะไร

ธาลัสซีเมียเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติ ในการสังเคราะห์ฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในเม็ดเลือดแดง โดยเป็นตัวนำก๊าซออกซิเจนจากปอดไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย และนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์กลับมาสู่ปอด ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีความผิดปกติของฮีโมโกลบิน เป็นผลให้มีรูปร่างของเม็ดเลือดแดงผิดปกติ ขาดความยืดหยุ่น และถูกม้ามจับกินในที่สุด

อาการของธาลัสซีเมีย

ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียจะมีอาการโลหิตจาง (ซีด) ซึ่งเป็นแต่กำเนิดและตาเหลือง (ดีซ่าน) ถ้าเป็นมากจะเจริญเติบโตไม่สมอายุ มีอาการตับโต ม้ามโต หัวใจวาย และอาการแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น เป็นนิ่วในถุงน้ำดี อย่างไรก็ตาม ลักษณะและความรุนแรงของโรคยังแตกต่างกัน แล้วแต่ชนิดของธาลัสซีเมีย นอกจากนั้นคนที่เป็นชนิดเดียวกันก็ยังอาจมีความรุนแรงของโรคแตกต่างกันได้ ซึ่งความรุนแรงแบ่งได้หลายระดับดังนี้

ธาลัสซีเมียไมเนอร์ (Thalassemia Minor) จะไม่ค่อยมีอาการแต่อย่างใด ส่วนใหญ่อาจไม่รู้ตัวเองว่าเป็นโรค หรือในบางคนอาจจะเป็นเป็นเพียงแค่พาหะของโรค

ธาลัสซีเมียอินเตอร์มีเดีย (Thalassemia Intermedia) มักจะมีอาการไม่รุนแรงมากนัก มีระดับความเข้มข้นของเลือดไม่ต่ำมาก โดยมีระดับของฮีโมโกลบินอยู่ที่ประมาณ 6-8 กรัม/เดซิลิตร โดยทั่วไปจะมีการเจริญเติบโตของร่างกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่อาจมีบางคนที่โตช้ากว่าปกติได้ (Growth Retardation)

ธาลัสซีเมียเมเจอร์ (Thalassemia Major) กลุ่มนี้จะมีอาากรค่อนข้างรุนแรง โดยที่จะมีปัญหาโลหิตจางมาก ตัวเหลืองตาเหลืองอย่างชัดเจน มีตับและม้ามโตมาก และมักมีลักษณะเฉพาะของโรคธาลัสซีเมียอย่างชัดเจน ที่เรียกว่า ใบหน้าธาลัสซีเมีย คือ มีกระดูกโหนกแก้มนูน มีฟันยื่นคล้ายฟันหนู มีดั้งจมูกแฟบ และหัวตาทั้งสองข้างห่างกัน กะโหลกศีรษะ จะยื่นยาวออกหรืออาจนูนสูง คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่แล้วจะต้องเข้ารับการให้เลือดบ่อยๆ ประมาณเดือนละ 1-2 ครั้ง หากอาการรุนแรงมาก คือโลหิตจางมาก ก็อาจทำให้หัวใจล้มเหลวได้ มีอาการเหนื่อยหอบ และตัวบวม ส่วนหนึ่งจะเสียชีวิตในวัยเด็ก คือต่ำกว่า 10 ปี อีกส่วนหนึ่งจะเสียชีวิตในช่วง 20-30 ปี เนื่องจากมีปัญหาของเหล็กคั่งในอวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดการเสียหน้าที่ของอวัยวะนั้นๆ ได้ เช่น ตับ หัวใจ

การรักษา

การรักษาโรคนี้มีแนวทางหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและเศรษฐานะ โดยทั่วไปไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ยกเว้นการปลูกถ่ายไขกระดูก ส่วนใหญ่จะทำในรายที่เป็นรุนแรงมาก ซึ่งน้อยคนที่จะสามารถทำได้ การรักษาทั้งหมดจึงเป็นการรักษาตามอาการ และรักษาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้เหมาะสมที่สุดคือ การให้เลือดเพื่อให้ปริมาณเม็ดเลือดแดงสูงขึ้น จนไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติ และให้ยาขับเหล็กควบคู่กันไปด้วย

เนื่องจากการให้เลือด จะเป็นการเพิ่มปริมาณธาตุเหล็กในตัวให้สูงขึ้นไปอีกนั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามยาขับเหล็กที่ใช้ในปัจจุบัน จะเป็นชนิดที่ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง 3-5 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง และต้องให้ตลอดไป จะเห็นว่าไม่ง่ายเลยกับการให้ยาขับเหล็ก

ปัจจุบันมียาขับเหล็กที่เป็นชนิดรับประทานจำหน่าย แต่ราคาสูงมาก คนส่วนใหญ่อาจไม่สามารถใช้ได้ นอกจากนี้อาจให้ยาโฟลิก เพื่อให้เม็ดเลือดแดงสร้างได้ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้โรคหาย ยังต้องระวังเรื่องโรคแทรกซ้อนให้ดีอยู่เสมอ


คนที่เป็นธาลัสซีเมีย ต้องระวังอย่ารับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กมากเกินไป ควรหลีกเลี่ยงอาหารและยาที่มีส่วนประกอบของเหล็ก เช่น ตับสัตว์ เลือด เป็นต้น เนื่องจากโรคนี้ร่างกายจะมีภาวะโลหิตจาง ทำให้มีการดูดซึมและสะสมของธาตุเหล็กในร่างกายอย่างมากมาย ทำให้มีโอกาสเกิดพิษ จากการที่ร่างกายมีธาตุเหล็กมากเกินไปได้ เช่น มีปัญหาของโรคหัวใจวาย ตับแข็ง เบาหวาน เป็นต้น

นอกจากเรื่องอาหารแล้ว เรื่องของไข้และการติดเชื้อก็ยิ่งต้องระวัง เพราะเวลามีไข้จะทำให้เม็ดเลือดแดงแตกมากขึ้น ซึ่งโรคนี้เม็ดเลือดแดงจะแตกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้ซีดลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับคนที่เป็นพาหะ หรือไม่รู้ตัวว่าเป็นพาหะ หากคิดจะมีครอบครัวหรือมีลูก ขอแนะนำว่า ควรตรวจเช็คสุขภาพของคุณและคู่สมรส เพื่อจะได้ทราบโอกาสเสี่ยง และป้องกันทารกที่อาจเกิดโรคที่รุนแรงได้ หรือมาทราบภายหลังเมื่อตั้งครรภ์แล้ว ก็ยังพอมีทางออกอยู่ โดยหมอจะทำการตรวจทารกก่อนคลอด ด้วยการเจาะเลือดจากรกหรือสายสะดือเด็ก ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพื่อตรวจหาความผิดปกติดูว่า ทารกมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากน้อยขนาดไหน หากพบว่า ทารกเป็นธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง การทำแท้งอาจเป็นทางเลือกหนึ่งในกรณีที่จำเป็น

การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน เพื่อให้ทราบว่า มีใครเป็นพาหะหรือเปล่า ก็เป็นการเตรียมการวางแผนอนาคตของครอบครัวที่ดีทางหนึ่งนะครับ

ต่อมน้ำเหลือง ฐานทัพของผู้คุ้มกัน


ร่างกายของคนเรา มีระบบภูมิคุ้มกันภยันตรายต่างๆ ที่แปลกปลอมหลุดรอดเข้ามาภายในอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งจุดยุทธศาสตร์ที่ผลิตอัศวิน ผู้คุ้มกันร่างกายของเรา ก็คือ "ต่อมน้ำเหลือง" นั่นเอง

ต่อมน้ำเหลือง (Lymph Node) ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะ ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมระบบภูมิต้านทานของร่างกายมนุษย์ ที่เรียกว่า "ระบบต่อมน้ำเหลือง" มีอยู่สองส่วนใหญ่ๆ คือ

ส่วนกลาง (Central Lymphoid Tissue) และ
ส่วนรอบนอก (Peripheral Lymphoid Tissue)

โดยที่ส่วนกลางประกอบด้วย ต่อมไทมัส และไขกระดูก ต่อมไทมัส คือ ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ในช่องอกด้านหน้า คนปกติจะมีตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพื่อสร้างและพัฒนาระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ผ่านทางเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ที-ลิมโฟไซต์ (T-lymphocyte) หลังจากโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว หน้าที่ต่างๆ ของต่อมไทมัสจะลดลงเรื่อยๆ โดยต่อมน้ำเหลืองที่อื่นๆ จะทำหน้าที่ทดแทน

ส่วนระบบต่อมน้ำเหลืองรอบนอก คือ ต่อมน้ำเหลือง ม้าม ต่อมทอนซิล ซึ่งหากบกพร่องขึ้นมา ก็จะกระทบต่อการควบคุมระบบภูมิต้านทานของร่างกายได้ โดยปกติแล้ว เราจะไม่สามารถคลำต่อมน้ำเหลืองได้ แต่มันจะโตขึ้นมาเองต่อเมื่อมีการติดเชื้อ โรคมะเร็งทั้งที่ต่อมน้ำเหลือง หรือเป็นมะเร็งที่กระจายมาจากอวัยวะอื่น เป็นภูมิต้านทานผิดปกติ และโรคทางพันธุกรรมบางชนิด

ต่อมน้ำเหลืองอยู่ที่ใดบ้างในตัวเรา

ต่อมน้ำเลืองมีกระจายอยู่ทั่วตัว ทั้งที่สามารถคลำได้จากผิวหนังภายนอก และที่ไม่สามารถคลำได้ เนื่องจากอยู่ภายในร่างกาย ต่อมน้ำเหลืองที่สำคัญๆ ที่มักตรวจพบได้ เช่น

กลุ่มที่สามารถคลำได้จากภายนอก
- บริเวณลำคอ เป็นตำแหน่งที่พบบ่อย อาจคลำได้บริเวณด้านหน้า และด้านข้างของลำคอ บริเวณเหนือไหปลาร้า บริเวณใต้คาง บริเวณใต้ขากรรไกร
- บริเวณใบหน้า เช่น ที่บริเวณหน้าต่อใบหู บริเวณหลังใบหู
- บริเวณรักแร้
- บริเวณข้อศอกด้านใน
- บริเวณขาหนีบ

กลุ่มที่ไม่สามารถคลำได้จากภายนอก
- ในช่องอก
- ในช่องท้อง เช่น ข้างหลอดเลือดแดงใหญ่

ต่อมน้ำเหลืองทำงานอย่างไร

หน้าที่หลักของต่อมน้ำเหลือง คือการสร้างอัศวินคุ้มกันร่างกาย นั่นคือ สร้างเม็ดเลือดขาวที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทานชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า ลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) ซึ่งเม็ดเลือดขาวชนิดนี้จะมีปริมาณมากมายในต่อมน้ำเหลือง และบางส่วนก็ถูกปล่อยออกมาอยู่ในกระแสเลือด เมื่อร่างกายได้รับการกระตุ้นจากวัตถุสิ่งแวดล้อม เม็ดเลือดขาวชนิดนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปเป็นเม็ดเลือดขาว ที่เรียกว่า พลาสมาเซลล์ (Plasma Cell) ซึ่งสามารถสร้างโปรตีน (Immunoglobulin) ที่จะทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาสู่ร่างกายมนุษย์ได้

หน้าที่หลักของต่อมน้ำเหลือง จึงมีสองอย่าง คือ

- ต่อระบบภูมิต้านทานของร่างกาย
ซึ่งมีเซลล์ที่เกี่ยวข้องคือ ลิมโฟไซต์ ที่อยู่ในต่อมน้ำเหลืองและในเลือด โดยพบว่า ช่วงที่มีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมหรือการอักเสบ จะมีเลือดที่ผ่านเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ 10-25 เท่า โดยต่อมน้ำเหลืองจะมีขนาดโตขึ้นได้มากถึง 15 เท่าของขนาดปกติ ภายในระยะยาว 5-10 วัน

- ต่อการควบคุมการสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆ
พบว่า เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ ที่เป็นส่วนประกอบของต่อมน้ำเหลืองนี้ สามารถหลั่งฮอร์โมนที่ใช้ในการควบคุมการสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆ ได้ เช่น กรานูโลไซต์

ต่อมน้ำเหลืองจะผิดปกติต่อเมื่อ...

ภาวะที่ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโต มีอยู่ 5 ประเภทใหญ่ คือ

- การติดเชื้อ
เกิดที่ต่อมน้ำเหลืองเอง กลุ่มนี้มักเป็นการติดเชื้อแบบเรื้อรัง เช่น วัณโรคต่อมน้ำเหลือง การติดเชื้อรา พวกนี้ต่อมน้ำเหลืองอาจโตขึ้น ในขนาดต่างกันได้มาก และมักพบที่บริเวณรอบนอก

- โรคมะเร็ง
พบได้ทั้งที่เกิดขึ้นที่ต่อมน้ำเหลืองเอง หรือเกิดขึ้นที่อื่นแล้วกระจายมาที่ต่อมน้ำเหลือง ในกรณีที่เกิดที่ต่อมน้ำเหลืองเอง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองลิมโฟมา (Lymphoma) ต่อมน้ำเหลืองที่โต จะมีขนาดตั้งแต่เล็กๆ 1-2 เซนติเมตร กระทั้งใหญ่มากกว่า 10 เซนติเมตรก็มี ในกรณีที่มะเร็งกระจายมาจากอวัยวะอื่น พบได้ในมะเร็งเกือบทุกชนิด และกระจายมักจะอยู่ในตำแหน่ง ที่ใกล้เคียงกับอวัยวะที่เป็นเริ่มแรก

- ภูมิต้านทานผิดปกติ
ในภาวะที่ร่างกายมีภูมิต้านทานผิดปกติ อาจทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตได้ โดยทั่วไปแล้วจะโตไม่มาก

- โรคความผิดปกติทางพันธุกรรม
กลุ่มที่มีความผิดปกติของการสะสมไขมันในร่างกาย (Lipid Storage Disease) จะทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตผิดปกติได้

- เนื้องอกไม่ใช่มะเร็ง
ส่วนใหญ่เป็นโรคที่ไม่มีชื่อระบุเป็นภาษาไทย การวินิจฉัยจะต้องตัดต่อมน้ำเหลืองไปตรวจ เช่น Giant Lymph Node Hyperplasis, Histiocytic Necrotizing Lymphadenitis, Sinus Histiocytosis with Massive Lymphadenopathy, Dermatopathic Lymphadenitis

เคยมีคำถามว่า หากร่างกายถูกกดทับหรือเสียดสีบ่อยๆ เป็นประจำ เช่น ชอบใส่กางเกงฟิตๆ ชอบนวดแผนโบราณ ฯลฯ จะทำให้เกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้หรือไม่ ตอบได้ครับว่า...ไม่ต้องกังวลมาก เพราะไม่ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโต แต่ถ้าเกิดการถลอก เกิดเป็นแผลติดเชื้อแบคทีเรีย ก็จะทให้ต่อมน้ำเหลืองโตขึ้นได้ เพราะต้องผลิตเม็ดเลือดขาวออกมาสู้กับเชื้อโรค

อย่างไรก็ตาม หากคลำดูตามร่างกายแล้วพบก้อนที่เข้าใจว่า อาจเป็นต่อมน้ำเหลือง อย่าวางใจนะครับ เพราะคนปกติไม่ควรคลำต่อมน้ำเหลืองได้อยู่แล้ว ควรรีบปรึกษาหมอ เพื่อรับการตรวจที่เหมาะสมต่อไป

ช่วยด้วย...หมอบอกว่าฉันมีเม็ดเลือดขาวสูง

หากคุณได้รับจดหมายแจ้งจากโรงพยาบาล หลังไปตรวจสุขภาพประจำปีว่า "มีเม็ดเลือดขาวสูงกว่าปกติ กรุณาพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม" หลายคนอาจกังวลจนอยากรีบวิ่งไปโรงพยาบาล เพราะคิดมากว่า น่าจะเป็นโรคร้ายแรง...อย่าเพิ่งด่วนสรุปครับ...ฟังทางนี้ก่อน

โรคที่ทำให้เม็ดเลือดขาวสูงนั้น มีทั้งโรคร้ายแรงและร้ายแรง หลากหลายครับ มีทั้งรับประทานยาเพียงไม่กี่วันก็หาย หรือแบบร้ายแรงจนถึงขั้นต้องรักษาไปจนตลอดชีวิต กระทั่งบางรายต้องปลูกถ่ายไขกระดูก ดังนั้น อย่าเพิ่งตกอกตกใจ คุณอาจไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงก็ได้

ภาวะที่ทำให้เม็ดเลือดขาวสูงกว่าปกติ เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่สิ่งแรกต้องดูก่อนว่า เม็ดเลือดชนิดไหนสูง เพราะในร่างกายมีเม็ดเลือดขาวชนิด อีโอซิโนฟิล (Eosinophil) สูง มักจะพบในโรคพยาธิ โรคภูมิแพ้ เป็นต้น ซึ่งมีรายละเอียดอีกมาก หากเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล (Neutrophil) สูง ซึ่งปกติจะเป็นเม็ดเลือดขาวหลักในร่างกาย (พบได้ประมาณ 60-70% ของเม็ดเลือดขาวทั้งหมดที่มีอยู่ในเลือด) ส่วนใหญ่จะสูงขึ้นในช่วงที่ร่างกายติดเชื้อ มีไข้ ไม่สบาย หรือเกิดอาการอักเสบในที่ต่างๆ เช่น คออักเสบ ทาวเดินปัสสาวะอักเสบ ปอดอักเสบ ลำไส้อักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ เป็นต้น ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายสร้างขบวนการปกป้องตนเอง โดยการผลิตเม็ดเลือดขาวชนิดนี้ออกมาต่อสู้กับเชื้อโรค นับเป็นสิ่งดี แสดงว่าระบบภูมิคุ้มครองตัวเองยังมีประสิทธิภาพอยู่ และถ้าได้รับยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อราต่างๆ จนร่างกายฟิ้นตัว หายจากไข้ได้แล้ว ปริมาณเม็ดเลือดขาวก็จะลดลงสู่ภาวะปกติเอง

นอกจากนี้ ยังมีอีกโรคที่ทำให้เม็ดเลือดขาวสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นความผิดปกติของไขกระดูก เช่น

มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน (Acute Leukemia) โรคนี้เม็ดเลือดขาวจะสูงมากๆ เป็นแสนๆ ตัวต่อซีซี (ปกติจะประมาณ 5,000-10,000) และเป็นเม็ดเลือดขาวที่ไม่ควรพบในกระแสเลือด (เพราะปกติจะอยู่ในไขกระดูก) โรคนี้จะมีอาการรวดเร็ว รุนแรง และเสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้น ในปัจจุบันมีวิธีที่สามารถจะทำให้โรคหายขาดได้ โดยการปลูกถ่ายไขกระดูก แต่อย่างไรก็ตามยังเป็นโรคที่รุนแรง และมีความเสี่ยงสูงในการรักษา

มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง (Chronic Leukemia) ชื่อก็บอกแล้วว่า น่าจะเป็นอะไรที่เกิดขึ้นเนิ่นนานพอสมควร บางคนเป็นแล้วมีเวลาตั้งตัวนาน มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ
- ชนิดมัยอีลอยด์ (Chronic Myeloid Leukemia) ชนิดนี้คนไทยเป็นกันมาก ระยะเวลาดำเนินโรคประมาณ 5-6 ปี โรคนี้รักษาด้วยการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก และรับประทานยาบางชนิด อาจหายได้ กับอีกชนิดหนึ่ง คือ
- ชนิดลิมฟอยด์ (Chronic Lymphocytic Leukemia) เป็นโรคที่คนไทยเป็นน้อยกว่าชาวตะวันตก แต่มักเป็นในคนสูงอายุ การรักษาส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นที่การประคับประคอง ไม่ให้เม็ดเลือดขาวสูงมากเกินไป จนเกิดปัญหากับร่างกาย รักษาด้วยการใช้ยาเคมีบำบัดชนิดรับประทาน แต่หากลุกลามก็ต้องใช้ยาเคมีบำบัดแบบฉีดเช่นเดียวกัน

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง ส่วนใหญ่มักจะมีตับและม้ามโต ดังนั้นทุกครั้งที่ตรวจ คุณหมอจึงมักจะคลำดูที่หน้าท้อง ทั้งทางชายโครงด้านซ้าย (คือ ม้าม) และชายโครงทางด้านขวา (คือ ตับ) ไม่ต้องประหลาดใจนะครับ บางคนงง เอ๊ะ! จะมาตรวจเรื่องโรคเลือด ดันมาคลำท้องฉันทำไม?

ยังโรคของไขกระดูกบางชนิด ที่ทำให้เม็ดเลือดขาวสูงได้ เป็นโรคในกลุ่มของไขกระดูก ที่มีการสร้างเซลล์ผิดปกติมากขึ้นอย่างเรื้อรัง ที่เรียกว่า Chronic Myeloproliferative Disorder ไม่มีศัพท์ภาษาไทยที่เหมาะสมใช้เรียกซะด้วย เอาเป็นว่าเรียกทับศัพท์ก็แล้วกันครับ ก็จะมีหลายโรคในกลุ่มนี้ชื่อยากๆ ทั้งนั้น หากจะให้การวินิจฉัยโรคในกลุ่มนี้ ก็จะต้องมีการเจาะไขกระดูกตรวจ ซึ่งแต่ละโรคจะมีขบวนการการรักษาแตกต่างกันไป

ยังมีภาวะของร่างกายที่มีปัญหาที่พบในระบบอื่นๆ แต่ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดเพิ่มขึ้น เช่น ภาวะที่ข้ออักเสบเรื้อรัง เช่น รูมาตอยด์ และโรคเกาต์ เป็นต้น โรคมะเร็งของอวัยวะอื่น เช่น มะเร็งปอด มะเร็งตับ บางครั้งก็กระตุ้นให้ร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือดเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ภาวะเหล่านี้ไม่ต้องรักษาเรื่องเลือดนะครับ ให้รักษาที่สาเหตุ เม็ดเลือดก็จะกลับเข้าสูงภาวะปกติเองโดยอัตโนมัติ

อย่าลืมว่า สาเหตุที่ทำให้เม็ดเลือดขาวสูง ส่วนใหญ่เป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง รักษาได้ง่าย หายขาดด้วย แต่อย่าละเลยที่จะตรวจเช็ค หากเป็นโรคร้ายแรง การรักษาในระยะแรก ก็จะดีกว่าการไปเริ่มรักษาเมื่อเป็นมากแล้ว จริไหมครับ?

Thursday, October 20, 2011

เคยได้ยินไหม "เลือดข้นเกินไป" ?!!

เคยได้ยินคำกล่าวทางพุทธศาสนาว่า มัชฌิมา ปฏิปทา บ้างไหมครับ? แปลเป็นภาษาไทยว่า การเดินสายกลางดีที่สุด เม็ดเลือดแดงของคนเราก็เช่นเดียวกัน มีน้อยเกินไปก็เป็นโรค เป็นโลหิตจางหรือซีดที่เราคุ้นหูกันไงล่ะครับ หรือหากมีมากเกินไปก็เป็นโรคที่เราเรียกว่า "โรคเลือดข้น" อันนี้คงมีน้อยคนที่จะรู้จัก โรคนี้เป็นกันไม่มากหรอกครับ ส่วนใหญ่แล้วจะพบในคนอายุมากๆ อาการเริ่มต้นเป็นอย่างไรหรือครับ?

อย่างที่รู้กันว่า เลือดของคนเรานำพาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย คราวนี้พอมันข้นมากไปก็เกิดปัญหาแล้วละครับ ประการแรกคือ เลือดมันหนืดไหลเวียนไม่ดี ก็จะไปเลี้ยงสมองไม่ดี อาจทำให้เกิดอาการมึนงง สมองทึบ ไม่แจ่มใส การที่เลือดข้นและคั่งมากๆ ก็จะทำให้หน้าแดงก่ำจนดูเหมือนคล้ำ และหากการไหลเวียนของเลือดช้ามากจนถึงขั้นหนึ่ง ก็อาจเกิดลิ่มเลือดขึ้นในหลอดเลือดก็ได้นะครับ ถามว่าเป็นอันตรายหรือไม่? ต้องแล้วแต่ว่ามันอุดตันที่ไหน ถ้าไปอุดตันบางที่อันตรายมาก บางที่อันตรายน้อย ตัวอย่างเช่น หากไปอุดตันที่ลำไส้ ทำให้ลำไส้บริเวณนั้นไม่มีเลือดไปเลี้ยง ก็จะเกิดเนื้อเยื่อลำไส้ตาย การรักษาก็ต้องตัดลำไส้ส่วนนั้นทิ้งนะครับ ไม่อย่างนั้นก็จะเน่าและกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค ซึ่งเป็นผลทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือดตามมาได้ อีกตัวอย่างหนึ่งคือ หากเกิดการอุดตันในหลอดเลือดสมอง อันนี้จะทำให้สมองส่วนนั้นตายไป ก็จะทำให้เกิดปัญหาอัมพฤกษ์อัมพาตขึ้นได้ครับ เห็นแล้วหรือยังครับว่า ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นอันตรายพอสมควรเลยทีเดียว

สำหรับสาเหตุเกิดจากอะไรได้บ้างหรือครับ มีได้หลายอย่าง บางอย่างเกิดจากภาวะแวดล้อมของเรานั่นเอง เช่น คนที่อยู่ในที่ที่มีอากาศหนาแน่นน้อย เช่น บนยอดเขา หรือที่ราบสูง การที่มีออกซิเจนน้อย ร่างกายเราก็จะพยายามช่วยเหลือตัวเอง โดยเพิ่มเม็เลือดแดงมากขึ้น เพื่อให้จับกับออกซิเจนได้ดีขึ้น

โรคบางอย่าง ก็เกิดจากการประพฤติปฏิบัติตัวของเาเอง ได้แก่ การสูบบุหรี่ ยาเส้น ทำไมถึงเป็นปัญหาหรือครับ ก็เพราะว่าการสูบบุหรี่ทำให้การแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนเสียไป ร่างกายจึงต้องทดแทนโดยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดแดงให้จับออกซิเจนมากขึ้น บางคนก็เกิดจากเนื้องอก เช่น มีเนื้องอกของไต หรือเนื้องอกของตับ ซึ่งบางครั้งบางคราวเนื้อร้ายมีการสร้างฮอร์โมน (ที่เรียก Erythropoietin) ที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงออกมามากเมื่อฮอร์โมนมากขึ้น การสร้างเม็ดเลือดแดงก็มากขึ้นตามไปด้วย (ตรงกันข้ามกับคนที่เป็นโรคไตวายนะครับ พวกนั้นจะสร้างฮอร์โมนชนิดนี้ได้น้อยลง ทำให้มีเม็ดเลือดแดงลดลง เกิดภาวะโลหิตจางขึ้น)

บางคนเกิดจากภาวะที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวอีกแบบหนึ่ง ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า Polycythemia Vera ซึ่งจะมีการสร้างเม็ดเลือดทุกชนิดเพิ่มมากขึ้น (ทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด) ซึ่งแน่นอนเมื่อมีเม็ดเลือดแดงมากขึ้น เลือดก็จะข้นมากขึ้นด้วย

บางคนเลือดก็ข้นโดยที่ไม่รู้กลไกที่ชัดเจน ที่เรียกว่าเป็น Stress Erythrocytosis มักจะพบในคนที่กินดีอยู่ดีครับ เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือเป็นโรคเกาต์ (มีกรดยูริคสูง) หากเราควบคุมโรคต่างๆ ที่มีอยู่ให้ดี ความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงก็จะลดลงได้ครับ

แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่า ตัวเองมีเลือดที่ข้นเกินไปหรือเปล่า ง่ายๆ ก็คือหากคุณมีอาการต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว เช่น มีหน้าแดง ปากแดง โดยที่ไม่ได้ไปตากแดดมา ก็ต้องไปหาหมอให้ช่วยตรวจเพิ่มเติมดู ความเข้มข้นของเลือดแดงว่ามากน้อยแค่ไหน โดยทั่วไปแล้วสูงสุดจะไม่เกิน 46-48% (เป็นสัดส่วนของเม็ดเลือดแดงกับปริมาณของเลือดทั้งหมด) หากคิดว่าเป็นโรคนี้จริงก็ยุ่งล่ะครับ ต้อวเริ่มต้นจากการหาสาเหตุก่อน โดยจะต้องตรวจทางห้องปฏิบ้ติการอีกหลายอย่างเลยทีเดียว กว่าที่จะทราบคำตอบที่แน่นอน

สำหรับแนวทางการรักษาภาวะเลือดข้นนั้น ขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุของการเกิดคืออะไร? หากเกิดจากการสูบบุหรี่ ก็ต้องหยุดสูบบุหรี่ หากเกิดจากโรคเนื้องอกของไตหรือตับ ก็รักษาเนื้องอก อาจจะต้องผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกทิ้ง หากเกิดจากมะเร็งเม็ดเลือดขาว ก็มีขบวนการในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวจำเพาะ แต่ไม่ว่าสาเหตุของโรคจะมาจากสาเหตุใด หากเลือดที่ข้น มันข้นมากจนคิดว่าอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายแล้ว แพทย์ก็จำเป็นต้องทำการดูดเอาเลือดทิ้ง เพื่อให้ความหนืดลดลง เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน ส่วนการรักษาที่สาเหตุก็ต้องทำการรักษาต่อไป

อาจจะสับสนนะครับว่า การมีเลือดเยอะๆ มากๆ ก็ดีแล้ว ทำไมยังบอกว่าเป็นโรค...เอาเป็นว่าอะไรที่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป ก็ไม่ดีทั้งนั้นล่ะครับ

คุณรู้หรือเปล่า ?? เกี่ยวกับ "เลือด"

- คนเรามีเลือดอยู่ในร่างกาย ประมาณ 70 ซีซีต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 3.5 - 5 ลิตร

- เลือดมีหน้าที่นำออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเซลล์ทุกๆ เซลล์ในร่างกายมนุษย์

- เลือดมีโรงงานที่ผลิตคือ ไขกระดูก

- ปอดเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ฟอกเลือด โดยการเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป และเติมออกซิเจนเข้าไปในเลือด

- เลือดในหลอดเลือดแดง คือ เลือดที่มีปริมาณออกซิเจนสูง คาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ

- เลือดในหลอดเลือดดำ คือ เลือดที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำ คาร์บอนไดออกไซด์สูง

- หัวใจมีหน้าที่ในการปั๊มเลือดไปเลี้ยงยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย

- ม้ามมีหน้าที่ในการเก็บกินเม็ดเลือดที่ผิดปกติ อีกทั้งเป็นแหล่งของเม็ดเลือดขาวที่สร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย

- ในเลือดมีทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด และน้ำเลือด

- เม็ดเลือดแดงต่ำ ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางหรือซีด มีอาการเหนื่อยง่าย

- เม็ดเลือดแดงสูง ทำให้เกิดภาวะเลือดข้น เลือดจึงไหลช้าและมีลิ่มเลือดเกิดขึ้นได้

- เม็ดเลือดขาว ทำหน้าที่ในการเก็บกินเชื้อโรค

- ถ้าเม็ดเลือดขาวต่ำ ทำให้ติดเชื้อง่าย

- แต่ถ้าเม็ดเลือดขาวสูง แสดงว่าอาจเกิดจากการอักเสบติดเชื้อ หรืออาจเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว

- เกล็ดเลือด มีหน้าที่ในการห้ามเลือดให้หยุดไหล

- ดังนั้นถ้ามีเกล็ดเลือดต่ำ จะทำให้เลือดออกง่าย

- แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเกล็ดเลือดสูง ทำให้หลอดเลือดอุดตัน

- น้ำเลือดมีส่วนประกอบของโปรตีนที่ช่วยในการห้ามเลือด

- หมู่เลือดหลักของคนเราคือ หมู่เลือด เอบีโอ (ABO)

- เราสามารถให้เลือดแก่คนอื่นได้ประมาณ 8-10% ของปริมาณเลือดที่มีอยู่ทั้งหมดในร่างกายเรา โดยไม่เกิดอาการใดๆ

- การรับเลือดของคนอื่น อาจติดโรคบางอย่างที่อยู่ในเลือดของเขา ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ควรรับเลือดคนอื่น

- ต่อมน้ำเหลือง มีอยู่ทั่วร่างกาย แต่ปกติจะคลำไม่ได้

- ต่อมน้ำเหลืองโต ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ อย่างไรก็ตามอาจเกิดจากโรคอื่นๆ ได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคภูมิต้านทานผิดปกติ เป็นต้น

การแบ่งระดับความรุนแรงของโรคฮีโมฟีเลีย

ความรุนแรงของโรคฮีโมฟีเลีย ขึ้นกับระดับแฟคเตอร์ที่ผู้ป่วยมีอยู่ คนปกติจะมีระดับแฟคเตอร์ VIII หรือแฟคเตอร์ IX 50-150% ในขณะที่ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย เอ และโรคฮีโมฟีเลีย บี มีระดับแฟคเตอร์ VIII หรือแฟคเตอร์ IX ต่ำมาก คือ มีระดับตั้งแต่น้อยกว่า 1% ถึง 25% ดังแสดงในรูป ผู้ที่มียีนโรคฮีโมฟีเลียแฝงจะมีระดับแฟคเตอร์ 25-50% ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียในครอบครัวเดียวกัน จะมีความรุนแรงของโรคคล้ายคลึงกัน

ความรุนแรงของโรคฮีโมฟีเลีย (Degree of Severity) สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ดังต่อไปนี้

1. ชนิดรุนแรงมาก (Severe)

มีระดับแฟคเตอร์ VIII หรือแฟคเตอร์ IX น้อยกว่า 1% ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดออกในข้อหรือกล้ามเนื้อ เกิดขึ้นเองโดยไม่ได้รับอุบัติเหตุ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยบางรายตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ก็พบว่า มีข้อเข่าบวม และปวดมาก ซึ่งจะต้องได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างรีบด่วน หากทิ้งไว้เข่าที่บวมก็จะบวมมากขึ้น ผู้ป่วยจะปวดมากขึ้น และถ้าอาการเลือดออกเกิดขึ้นเรื้อรัง โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะทำให้มีข้อพิการ กล้ามเนื้อลีบ ข้อเข่าจะติด เหยียดเต็มที่ไม่ได้ เดินได้ไม่ถนัด หากเกิดขึ้นกับข้อศอก ข้อศอกจะงอติด เหยียดข้อศอกให้ตรงไม่ได้ ทำให้ใช้แขนและมือได้ไม่ถนัด

2. ชนิดรุนแรงปานกลาง (Moderate)

มีระดับแฟคเตอร์ VIII หรือแฟคเตอร์ IX 1-5% ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดออกในข้อหรือกล้ามเนื้อ เมื่อได้รับอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ก็จะทำให้มีข้อพิการได้เช่นเดียวกับชนิดรุนแรงมาก

3. ชนิดรุนแรงน้อย (Mild)

มีระดับแฟคเตอร์ VIII หรือแฟคเตอร์ IX มากกว่า 5-25% ผู้ป่วยมักจะมีเลือดออกมาก เมื่อได้รับภยันตรายที่รุนแรง หรือได้รับการผ่าตัด หรือถอนฟัน ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ค่อยมีอาการเลือดออกในข้อ ในกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับคนปกติ

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...